7 Checklist แนวคิดสร้างบ้านสไตล์โมเดิร์น ที่จะให้ประโยชน์กับการอยู่อาศัยทุกวัน

7 Checklist
7 Checklist

7 Checklist แนวคิดสร้างบ้านสไตล์โมเดิร์น ที่จะให้ประโยชน์กับการอยู่อาศัยทุกวัน หลายคนชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นและอาจดูดีไซน์ reference
การสร้างบ้าน โมเดิร์นที่ทันสมัยอย่างมีคุณค่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับชีวิตการอยู่อาศัยทุกวันของคุณในอนาคต หากผู้อ่านต้องการสร้างบ้านหลังใหญ่เน้นความสวยงาม การออกแบบด้วยสถาปนิกนั้นนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบ้าน สถาปนิกที่เก่ง จะช่วยแก้ปัญหาการจัดสรรพื้นที่ ช่วยให้บ้านของเราสวยงาม มีสไตล์ แถมยังอยู่สบายสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้อาศัยในบ้าน แต่หากต้องการสร้างบ้านหลังเล็ก เน้นการอยู่อาศัยอย่างง่าย การออกแบบบ้านด้วยตนเองเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้ จุดสำคัญคือการสื่อสารกับช่างก่อสร้างให้ได้ทราบถึงความต้องการของเราเอง และวิธีการสื่อสารที่ง่ายที่สุดในการสร้างบ้าน นั่นคือการวาดแปลนบ้านนั่นเองครับ สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” ขอนำหลักการออกแบบบ้านด้วยตนเองอย่างง่าย โดยจะเน้นไปถึงการจัดสรรพื้นที่ พร้อมกับวาดผังแปลนภายในบ้านด้วยตนเอง เพื่อนำแปลนดังกล่าวไปให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรืออาจส่งต่อให้สถาปนิกเขียนแบบแปลนมาตรฐาน เพื่อจะได้นำไปต่อยอดเป็นแปลนบ้านใช้งานจริงกัน

 

1. เลือกใช้วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย

การทำให้บ้านดูสวย ส่วนหนึ่งก็มีวิธีง่ายๆ คือ การทำบ้านให้ดูใหม่ เพราะบ้านที่ดูใหม่อยู่เสมอนั้นก็จะทำให้ดูดีไปตลอด แน่นอนว่าเราไม่สามารถห้ามลมฟ้าอากาศได้ ไม่สามารถดูแลบ้านทุกซอกทุกมุมทั้งภายนอกและภายในได้ตลอดเวลา แต่โชคดีที่ในยุคปัจจุบันนั้นมีวัสดุทันสมัยหลายชนิด ที่ทำให้บ้านสามารถทำความสะอาดได้ง่ายหรือสกปรกได้ยาก เช่น สีชนิดเช็ดล้างได้ สีทาภายนอกที่ฝนตกแล้วไม่ทิ้งคราบ หรือสีที่ทนแดดแรง โดยเฉพาะเมืองไทยที่แดดแรงเป็นพิเศษ หรือแม้แต่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นต่างๆ ควรเป็นชิ้นที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เช่น การเลือกดีไซน์ของไฟแชนเดอเลียร์ (chandelier) ที่ต้องคิดถึงการทำความสะอาดในระยะยาว ยิ่งเป็นคริสตัลรายละเอียดเยอะ ยิ่งใช้ชั่วโมงการทำความสะอาดเยอะมากขึ้น

 

2. ดีไซน์เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดใน Material

บ้านสไตล์โมเดิร์นส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นบ้านที่ออกแบบเรียบง่าย หลายที่ก่อสร้างด้วยระบบผนังพรีแคสใช้รับน้ำหนักชั้นบนแทนเสาและคาน ทำให้จำเป็นต้องมีเสาทำให้การออกแบบมีอิสระมากขึ้น หรือจะเป็นผนังที่มีลักษณะป้องกันความร้อนถ้าหากไม่เป็นพรีแคสอาจจะเป็นผนังสองชั้นให้มีช่องอากาศกั้นตรงกลาง เพื่อป้องกันอากาศร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกชั้นหนึ่งได้

หลายครั้งที่เราเห็นบ้านสไตล์โมเดิร์นใช้กระเบื้องเรียบๆ ไม่มีลอนหยักเหมือนการออกแบบบ้านสมัยก่อน แต่ในรายละเอียดมีมากกว่านั้น หลังคาเป็นจุดที่ต้องเจอแดดโดยตรงก็มีเทคโนโลยีพิเศษเคลือบชั้นสีให้ทนทานมากกว่ากระเบื้องโดยทั่วไป แบบนี้ก็มีรายละเอียดในเทคโนโลยีของ Material สำหรับการสร้างบ้าน

 

3. คำนึงไลฟ์สไตล์ก่อนความสวยงาม

บ่อยครั้งที่คนเรามักแต่งบ้านตามแบบสวยๆ ที่ดูมาจากนิตยสาร ซึ่งถ้าหากใช้เป็น reference อ้างอิงให้เห็นภาพตรงกันนั้นก็ช่วยให้ผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเข้าใจง่าย แต่ต้องอย่างให้ความสำคัญน้อยไปกว่า “ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย” เพราะสำคัญกว่าความสวยงาม บางบ้านอาจจะเล่นระดับพื้นสูงต่ำ แบ่งห้องต่างๆ ออกอย่างมีสไตล์แต่ในบ้านกลับมีผู้สูงอายุ ซึ่งลำบากต่อการก้าวเปลี่ยนระดับ เหมือนอย่างเช่น สไตล์ Loft ที่คนไทยหลายคนชอบคือการปรับเปลี่ยนโรงงานเดิมให้เป็นที่อยู่อาศัยตอบรับกับการขยายเมือง ดังนั้น การใช้ผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ จะทำให้ออกแบบได้บ้านที่ทันสมัยอย่างแท้จริง คือ บ้านที่โมเดิร์นด้วยแนวคิดและไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย ออกแบบบ้าน

 

4. จัดการกับความร้อนและประหยัดพลังงาน

เรื่องของการประหยัดพลังงาน เป็นวาระดับโลกไปแล้วซึ่งถ้าหากนักออกแบบคนไหนในยุค 2018 นี้ยังไม่คำนึงถึงส่วนนี้ในการออกแบบสิ่งต่างๆ ก็อาจตามกระแสโลกไม่ทัน โดยเฉพาะบ้านเมืองไทยที่อากาศร้อนขนาดนี้ การประหยัดพลังงานไม่ได้หมายถึงให้ผู้อยู่อาศัยทนร้อนโดยไม่ต้องเปิดแอร์ แต่หมายถึงการช่วยบ้านลดอุณหภูมิภายในบ้าน ให้งานออกแบบช่วยลดความร้อนจากภายนอกให้ลดได้เยอะที่สุด เพื่อที่ว่าแอร์จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ก็คือเป็นการประหยัดพลังงานแล้ว

ผลลัพธ์จากการจัดการกับความร้อนและประหยัดพลังงานนั้นไม่ได้สะท้อนออกแค่บิลค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสุขสบายของผู้อยู่อาศัย การลดพื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็น และอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง โดยเพียงแค่เราลดความร้อนลงได้แม้เพียง 1-2 องศา ซึ่งในปัจจุบันก็มีวัสดุก่อสร้างหลายอย่างที่ช่วยเหลือในด้านนี้ เช่น สีกันความร้อน ระบบบ้านหายใจได้ Active AIRflow™ System ของ SCG ฟิลม์ฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้าน และล่าสุดก็มีหลังคาคอนกรีตสะท้อนรังสีความร้อน NeuStile X-Shield HeatBLOCK (ของ SCG อีก) ซึ่งเราจะอธิบายด้านล่าง

 

5. มากกว่าแค่พื้นที่สีเขียว

การร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมก็เป็นเทรนด์ระดับโลกสำหรับนักออกแบบเช่นกัน ในทางเดียวกัน การปลูกต้นไม้นั้นก็ไม่เพียงได้สีเขียวสบายตา แต่ต้นไม้ขนาดกลางหนึ่งต้นสามารถทำความเย็นได้แทนแอร์ระดับ 9,000 BTU ที่ทำงานตลอดเวลากลางวันโดยที่ไม่ต้องเสียค่าไฟเมื่อบ้านมีการตกแต่งด้วยต้นไม้จำนวนมาก ก็ย่อมช่วยลดอุณหภูมิโดยรอบอาคารได้อีกด้วยเช่นกัน แต่ไม่แนะนำให้ปลูกต้นไม้ในบ้านมากนัก เพราะในเวลากลางคืนต้นไม้จะแย่งออกซิเจนกับเราและคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทนการปล่อยออกซิเจนสลับกับตอนกลางวัน ต้นไม้จึงนิยมใจการใช้แต่งบ้านรอบอาคารมากกว่าใส่ไว้ในบ้าน

 

 

6. เทคโนโลยี IoT ต่อการอยู่อาศัย

สำหรับปี 2018 นี้ เราก็เข้าสู่ยุค IoT หรือ Internet of Things อย่างสมบูรณ์แล้ว มีหลากหลายแบรนด์ผลิตสินค้าอัจฉริยะที่ช่วยเราดูแลบ้านออกมาจำนวนมาก และเริ่มเป็นความสามารถที่ไม่ใช่เพียงของเล่นแล้วเช่น เครื่องฟอกอากาศที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อคุณภาพอากาศภายในห้องแย่ลง หรือสัญญานกันขโมยทั้ง WIFI Camera ที่ติดตั้งตรงไหนก็ได้ไม่ต้องเดินสาย Door & Windows Sensor ทำให้คุณรู้เมื่อมีการเปิดปิดประตู ผ้าม่านที่เปิดปิดอัตโนมัติตามการตั้งโปรแกรมของคุณ เครื่องปรับอากาศที่เปิดต้อนรับก่อนคุณถึงบ้าน 2 กิโลเมตร เหล่านี้เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำงานร่วมกันกับ internet อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ชีวิตการอยู่อาศัยของทุกคนในโลกนี้ดีขึ้น

 

7. เข้าใจ How it worksมากกว่าเพียง How it looks โดยปกติหลังคาที่ใช้สะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ได้มักจะเป็นสีอ่อน เพราะเรารู้กันในหลักการง่ายๆ อยู่แล้วว่า สีอ่อนมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสงและรังสีได้มากกว่า ส่วนสีเข้มจะมีลักษณะอมความร้อนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น รถสีขาว กับรถสีดำ รถสีดำจะอมความร้อนมากกว่า แต่โดยส่วนใหญ่แล้วบ้านสไตล์โมเดิร์นจะเลือกใช้สีหลังคาที่เป็นสีเข้ม เป็นตัวเลือกที่นักออกแบบนิยมเพื่อให้บ้านดูสวยขึ้น

 

 

7 แนวคิดออกแบบบ้านอย่างไร ห่างไกลเชื้อโรค

จากสถานการณ์ปัจจุบันในช่วงนี้ ฟังดูอาจจะไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าไรนักเพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ข่าวไวรัสโคโรน่าที่กำลังแพร่ระบาดหนักจนกลายเป็นวิกฤตไปทั่วโลก และเกรงว่าจะยังคงระบาดเป็นระยะเวลานาน ความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่คนหันมาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นวิธีป้องกันที่ทำได้ง่ายที่สุด Dsignsomething จึงมีไอเดียการออกแบบในมุมมองของงานสถาปัตยกรรม ที่ช่วยลดสิ่งสกปรก ฝุ่น เชื้อโรคต่างๆ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

1.มีช่องเปิดที่แสงแดดส่องถึง ไม่ปิดทึบ

คงพูดได้ว่า การอยู่อาศัยที่ดีควรรับรู้ได้ถึงธรรมชาติอย่าง แสงแดด ลมและพื้นที่สีเขียว เรื่องแรกที่จะขอหยิบมาพูดก่อนก็คือเรื่องของ Daylight หรือแสงธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้บรรยากาศดูกว้าง โปร่ง น่าอยู่อาศัยแล้ว แสงแดดยังช่วยฆ่าเชื้อโรค ทำลายแหล่งที่อยู่และแพร่กระจายของเชื้อต่างๆ ช่วยทำลายความชื้นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ทำให้บ้านของเราไม่อับและทึบ ในการออกแบบบ้านจึงควรมีช่องเปิดเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้าถึงได้อย่างเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันหากมากเกินไปก็จะทำให้บ้านของเราร้อนและอยู่ไม่สบายได้เช่นกัน

 

2.มีช่องลมเพื่อให้อากาศหมุนเวียน ถ่ายเทสะดวก

เรื่องที่สอง คือ ลมหรือการไหลเวียนของอากาศภายในบ้าน เพราะไม่เพียงแต่จะส่งเสริมให้บ้านเย็นสบายและประหยัดค่าไฟของเราแล้ว ยังช่วยระบายอากาศทำให้บ้านโปร่ง ไม่เหม็นอับและอุดอู้ แต่ในขณะเดียวกันสถานที่ตั้งของบ้านบางหลังอาจจะไม่เหมาะกับการมีช่องเปิดถ่ายเทลม อย่างเช่น บ้านที่ตั้งอยู่ในเมือง ซึ่งจะทำให้รับฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในบ้านได้มากขึ้น ซึ่งอาจแก้ปัญหาด้วยการลดจำนวนของช่องเปิดที่ไม่จำเป็น และเพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยกรองฝุ่น อย่างเช่น ผ้าม่าน หรือมุ้งลวดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

 

3.เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยกรองอากาศ

แน่นอนว่าการสร้างพื้นที่สีเขียวรอบๆ บ้านนั้น ย่อมมีข้อดีมากมาย เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่น สวนจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นแรกให้กับบ้านของเรา ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยกรองฝุ่นและสิ่งปรกที่พัดจากถนนก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวบ้าน นอกจากนั้นหากเราเลือกพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกรองสารพิษต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้บ้านของเรามีคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น ส่วนการเลือกปลูกพันธุ์ไม้ภายในห้อง จะต้องมั่นใจว่าห้องนั้นสามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อย่างนั้นจะทำให้บ้านของเรามีความชื้นในกาศเพิ่มมากขึ้น และความชื้นนี้เอง ที่เป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและเชื้อราต่างๆ

 

4.หลีกเลี่ยงซอกมุมเล็กๆ ที่ทำความสะอาดได้ยาก

มาถึงส่วนของภายในกันบ้าง การที่จะมีบ้านสะอาดแน่นอนว่าต้องหมั่นทำความสะอาด ในการออกแบบจึงควรเอื้อให้การทำความสะอาดนั้นเป็นไปได้โดยง่าย เพื่อลดการหมักหมมของสิ่งสกปรกต่างๆ จนเกิดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคภายในบ้าน ด้วยการออกแบบที่กำหนดขอบเขตของห้องที่ชัดเจน ทำให้เกิดมุมน้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงการออกแบบแปลนห้องที่มีซอกมุมเล็กๆ ทำให้เราทำความสะอาดได้ยากจนกลายเป็นจุดกักเก็บฝุ่นผงและสิ่งสกปรก

 

5.หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ ที่ดักจับสิ่งสกปรกได้ง่าย 

นอกจาก ‘วัสดุ’ จะเป็นตัวกำหนดมู้ดโทน และสไตล์ของบ้านแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้บ้านของเราทำความสะอาดง่ายขึ้นอีกด้วย โดยการเลือกวัสดุนั้นควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นผ้าหรือวัสดุที่มีพื้นผิวขรุขระ เช่น วอลเปเปอร์ที่ทำจากผ้า เหล็กดัด ผนังก่ออิฐโชว์แนว บล๊อกต่างๆ เนื่องจากทำความสะอาดยากแต่กักเก็บสิ่งสกปรกได้ง่าย วัสดุที่มีพื้นผิวเรียบอย่างเช่น ไม้ หรือหินขัด จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการนำมาออกแบบผนังหรือพื้น เพราะทำความสะอาดได้ง่ายกว่านั่นเอง

 

6.หลีกเลี่ยงการใช้ระนาบแนวนอนในการออกแบบ

เนื่องจากตำแหน่งของฟาซาดที่อยู่ส่วนนอกสุดของบ้าน ทำให้อากาศที่จะเข้ามาภายในบ้านต้องพัดผ่านส่วนดังกล่าวเข้ามา ในการออกแบบจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ระนาบแนวนอนบริเวณภายนอกของบ้าน เนื่องจากฝุ่นผงและสิ่งสกปรกจะเกาะได้ง่ายกว่าระนาบแนวตั้ง และลมก็จะพัดสิ่งสกปรกเหล่านี้ที่เกาะอยู่ให้เข้ามาภายในบ้านของเรา นอกจากนั้นเมื่อฝนตกระนาบที่อยู่แนวตั้งจะชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ให้หลุดออกไปได้ง่ายมากกว่า

7.บ้านสไตล์มินิมอล ทำความสะอาดง่ายที่สุด

สไตล์มินิมอลในที่นี้ อาจจะไม่ได้หมายความว่า บ้านของเราจะต้องเป็นสีขาวคลีน แต่เป็นแนวคิดการออกแบบ โดยเน้นใช้ของน้อยชิ้น เฉพาะชิ้นที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งหากลองสังเกต บ้านทั่วไป ที่มีชั้นวางหรือของชิ้นเล็กชิ้น น้อยมากมาย ย่อมสะสมฝุ่น และสิ่งสกปรก และยากที่จะทำความสะอาดได้หมดทุกชิ้น การใช้เฉพาะของชิ้นหลักใน การตกแต่งห้อง อย่างโซฟา โต๊ะ เก้าอี้ ชิ้นสำคัญ ทำให้สิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ในอากาศไม่มีที่เกาะ และตกลงพื้น ทำให้เราทำความสะอาดได้ง่ายกว่านั่นเอง

 

การออกแบบ คือกระบวนการสร้างสรรค์ประเภทหนึ่งของมนุษย์มีความสวยงามโดดเด่นโดยใช้องค์ประกอบ ของทฤษฏีต่างๆและใช้วัสดุนานาชนิดเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสนองความต้องการในการดำรงชีวิตประจำวันให้มีความสะดวกสบายขึ้นหรือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทางกายภาพ หรือเพื่อพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

การออกแบบ หมายถึงการรู้จัก วางแผนเป็นขั้นตอน และรู้จักเลือก ใช้วัสดุ และวิธีการทำให้สอดคล้อ งกับลักษณะรูปแบบและคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด ตามความคิดสร้างสรรค์
การออกแบบ หมายถึง การปรับปรุงผลงาน หรือสิ่งต่างๆที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสม มีความแปลกใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เก้าอี้นั่งที่ใช้มานานๆเราสามารถปรับปรุง ให้เป็นรูปแบบใหม่ สวยงาม แปลกกว่าเดิมแต่ยังคงความสะดวกสบายในการใช้งาน เหมือนได้เดิมหรือดีกว่าเดิม เป็นต้น
การออกแบบ หมายถึงการรวบรวมหรือการจัดองค์ประกอบทั้งที่เป็น 2 มิติและ3มิติเข้าด้วยกันอย่างมีหลักเกณฑ์โดยนำองค์ประกอบของการออกแบบมาคิดรวมกันและคำนึงถึง ประโยชน์ใช้สอย ความงามอันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการออกแบบการออกแบบเป็นศิลปะของมนุษย์ เกิดจากการสร้างค่านิยมทางความงามและสนองคุณประโยชน์ทางกายภาพให้แก่มนุษย์

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *