7 วิธีออกแบบบ้านเอง ให้สวยตรงใจ ใช้งานได้จริง หลักเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนลงมือ

7 วิธีออกแบบบ้านเอง
7 วิธีออกแบบบ้านเอง

7 วิธีออกแบบบ้านเอง ให้สวยตรงใจ ใช้งานได้จริง หลักเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนลงมือ การออกแบบบ้านที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องทำอย่างไร ใครอยากรู้ตามมาดูการออกแบบบ้านเองให้เป๊ะปังแบบไม่ง้อมืออาชีพกันได้เลย

สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การออกแบบบ้านและแปลนบ้านถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่น่าปวดหัวอีกต่างหาก ดังนั้นสำหรับคนที่กำลังจะออกแบบบ้านด้วยตัวเองและกำลังมองหาแรงบันดาลใจอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมรวบรวมเคล็ดลับการออกแบบบ้านอย่างมีประสิทธิภาพมาฝาก รับรองรู้ไว้ช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้ แถมต้องได้บ้านที่สวยงามตรงตามใจแน่นอน
 
1. เลือกประเภทที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับสมาชิก
          ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะต้องการบ้านขนาดใหญ่ และก็ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะเหมาะกับบ้านขนาดเล็ก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะออกแบบบ้าน คือ การเลือกประเภทที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโด โดยลองพิจารณาดูว่า ควรจะพื้นที่เท่าไรถึงจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของทุกคน เพื่อนำไปคำนวนต่อว่าภายในที่พักอาศัยของเราควรมีห้องนอนเท่าไร ห้องน้ำเท่าไร และเพิ่มเติมส่วนไหนบ้าง
2. ให้ความสำคัญกับเลเอาต์เป็นอันดับแรก
          หลักจากเลือกประเภทที่อาศัยได้แล้ว ควรให้ความสำคัญกับแปลนบ้านก่อนการตกแต่ง เพราะแม้บ้านจะสวยงาม แต่ถ้าหากไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นใครที่กำลังจะออกแบบบ้านแล้วละก็ ควรออกแบบแปลนบ้านให้เสร็จก่อน โดยพิจารณาว่าจะวางตำแหน่งแต่ละห้องอย่างไร ระหว่างพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ส่วนตัว อยู่ติดกันได้หรือแยกคนละโซนไปเลนดีกว่า เพื่อป้องกันเสียงรบกวน หรือห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัว กั้นผนังดีไหม หรือออกแบบแบบ Open Plan ดีกว่า
3. ตกแต่งให้สอดคล้องกับพื้นที่
หลังจากเลือกแปลนบ้านที่ต้องการได้แล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการตกแต่ง ซึ่งควรเลือกให้สอดคล้องไปกับพื้นที่ ขนาด และการจัดวางแปลนบ้าน เช่น หากภายในบ้านค่อนข้างเล็ก ควรเลือกการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เพราะทั้งโทนสีและการออกแบบในสไตล์นี้จะช่วยให้ภายในบ้านดูกว้างขวาง สว่าง บรรรยากาศปลอดโปร่ง มากกว่าสไตล์เทรดิชันนอลหรือบ้านแบบดั้งเดิม ที่มักจะใช้ผนังกั้นห้องแบ่งพื้นที่ ซึ่งจะทำให้บ้านที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วยิ่งดูแคบลง
4. คำนึงถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละจุด
เมื่อได้แบบบ้านที่ถูกใจแล้ว ก็อย่าเพิ่งลงมือทันที ลองพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละจุดสักรอบ เช่น หากเป็นคนชอบหน้าต่างบานใหญ่ ๆ เพราะอยากให้บ้านสว่างและมองเห็นวิวด้านนอกแล้ว อย่าลืมดูด้วยว่าตรงกับทิศแดดหรือไม่ แดดเข้าช่วงไหน ไม่อย่างนั้นก็จะทำให้บ้านร้อน อาจจะต้องติดกันสาดหรือเปลี่ยนผ้าม่านแบบกันความร้อน
5. ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน
อีกหนึ่งปัญหาการตกแต่งบ้านที่หลายคนมักจะเจอก็คือ ซื้อของเข้าบ้านเพลินจนเกินไปงบ เพราะอยากได้ไปหมดทุกอย่าง ยิ่งหาก็ยิ่งเจอของที่ถูกใจ ฉะนั้นควรตั้งงบประมาณที่จะใช้ให้ชัดเจนและพยายามควบคุมให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดเอาไว้ ป้องกันไม่ให้งบบานปลายหรือเกินได้นิดหน่อยแต่ไม่มากจนเกินไป ที่สำคัญอย่าลืมทำบัญชีเอาไว้ด้วย จะได้รู้ว่าใช้จ่ายกับอะไรไปบ้าง และสามารถลดตรงไหนช่วยประหยัดได้อีก
6. ถามความเห็นจากผู้รู้
ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาภายหลัง ควรปรึกษาหรือถามความเห็นจากคนที่อยู่แวดวงการออกแบบ อาจจะเป็นคนรู้จักที่มีประสบการณ์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่าง สถาปนิกหรืออินทีเรียเพิ่มเติมด้วย เพราะพวกเขาเหล่านี้มีความรู้ความในเชิงลึก สามารถให้คำปรึกษาได้รอบด้าน รวมถึงการปรับและแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเหมาะสมกับเราและน่าอยู่ยิ่งขึ้น
7. เชื่อสัญชาตญาณตัวเองบ้าง
เพราะการออกแบบบ้านไม่มีผิด ไม่มีถูก ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือความเหมาะสมและความต้องการ นอกจากวิธีการออกแบบที่กล่าวมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะ ๆ ทุกข้อ บางอย่างอาจจะดูนอกกรอบไปบ้าง แต่ถ้าลองพิจารณาดูแล้วว่าเป็นสิ่งที่เราชอบและเข้ากับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ให้เชื่อสัญชาตญาณและทำตามความต้องการของตัวเองบ้าน หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้ารู้สึกว่าใช่ ก็คือใช่ ไม่จำเป็นต้องอิงตามใคร ตามตำราปลูกเรือนตามใจผู้อยู่นั่นเอง
การออกแบบบ้านมีหลาย ๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นนอกจากเรื่องการตกแต่งที่สวยงามตามใจชอบแล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงจำนวนสมาชิกในบ้าน ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ ด้วยนะคะ เพื่อให้บ้านเป็นบ้านที่น่าอยู่อย่างแท้จริง และจะได้ไม่ต้องตามแก้ไขทีหลัง

หลักการออกแบบบ้าน  สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้

1.หลักการออกแบบบ้านกำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากแบบบ้านตาม website ต่างๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical  หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย

 

2.หลักการออกแบบกำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย

 

3.ออกแบบโดยกำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน

 

4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น

 

5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น

 

6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม

 

แนวคิดออกแบบพื้นที่ส่วนกลางสำหรับคนสูงวัยอยู่อาศัยอย่างมีความสุข

1. ออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหว

เมื่อก่อนสิ่งที่คนออกแบบให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการจำกัดระยะการเดินระหว่างห้องพักส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนกลางให้ได้มากที่สุด แต่หลังจากที่มีงานวิจัยพบว่าการเดินช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น การออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญอีกครั้ง ทั้งโถงทางเดินที่ยาวขึ้น ห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้น หรือแม้กระทั่งห้องออกกำลังกาย แม้แต่ผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวเอง การได้เดินไปจนครบแนวทางเดินที่ออกแบบไว้ให้ก็ช่วยให้เกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จในตัวเอง

 

2. กำจัดจุดอ่อนที่เกิดจากพนักงานดูแลผู้สูงวัยด้วยการให้พื้นที่ส่วนตัวแก่พวกเขา

ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานดูแลผู้สูงอายุเกิดขึ้นได้บ่อยๆ นั่นย่อมส่งผลถึงคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุที่ด้อยลง อัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้นหรือแย่ที่สุดคือมีแนวโน้มเป็นผู้ทำร้ายผู้สูงวัยเสียเอง

เพื่อขจัดปัญหานี้ให้หมดไป การออกแบบให้มีพื้นที่เล้านจ์ ห้องครัว และพื้นที่สำหรับงีบหลับในเวลาพักของพนักงานโดยเฉพาะกลายมาเป็นมาตราฐานการออกแบบพื้นที่เพื่อผู้สูงวัยในปัจจุบัน  พื้นที่ที่กล่าวมานี้ควรมีขนาดกว้างขวาง เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติ สามารถจัดเก็บเครื่องมือและยาได้

ในหลายแห่งยังเพิ่มพื้นที่ห้องเรียน เพื่อช่วยให้เหล่าเด็กฝึกงานและนักเรียนพยาบาลสามารถศึกษาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องขณะลงพื้นที่จริง รับออกแบบบ้าน

 

3. ผลักดันห้องครัวให้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน

แทนที่จะให้ผู้สูงอายุนั่งดูทีวีหน้าโซฟาทั้งวัน คุณสามารถจัดกิจกรรมสอนทำอาหาร หรือให้ผู้สูงวัยได้แสดงฝีมือการทำอาหารแก่สมาชิกอื่นๆ เชิญสมาชิกในครอบครัวมาเยี่ยมและช่วยกันทำเมนูเด็ดได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศความเป็นบ้าน และยังช่วยส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้อีกด้วย

 

4. นึกถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโรงแรมหรู

จากความต้องการที่พักสำหรับผู้สูงวัยในระดับหรูที่เพิ่มมากขึ้น คุณจำเป็นต้องเตรียมการออกแบบให้ตรงความคาดหวัง ไม่สิ ต้องเกินความคาดหวังของพวกเขาด้วยซ้ำไป

เพิ่มห้องเรียนออกกำลังกาย บริการเสริมสวย โรงหนัง สปา สระว่ายน้ำ ห้องเก็บไวน์และร้านอาหารเข้าไปในพื้นที่ของคุณ จะช่วยให้สมาชิกสูงวัยรู้สึกราวกับพักอยู่ในโรงแรมหรู

นี่อาจต้องใช้เงินลงทุนที่หนักอยู่พอตัว แต่ลองนึกถึงผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่เก็บได้สูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐแยกต่างหากจากค่าเช่ารายเดือนแล้วก็น่าชื่นใจไม่ใช่น้อย ไหนจะเป็นตัวดึงดูดให้คนมาลงชื่อต่อคิวใช้บริการที่พักของคุณในอนาคตอีก

 

5. สร้างพื้นที่ใช้สอยให้ยืดหยุ่น

หากคุณมีงบประมาณที่จำกัดหรือมีพื้นที่ไม่มากนัก ให้ลองนึกถึงการออกแบบพื้นที่ให้สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย เช่น ออกแบบกำแพงที่เคลื่อนย้ายได้และห้องที่ประยุกต์ใช้ได้หลายจุดประสงค์ ครอบครัวของผู้สูงวัยอาจขอเช่ามันเพื่อใช้จัดกิจกรรมอย่างปาร์ตี้วันเกิดและอื่นๆ คุณก็จะมีรายได้ที่เข้ามาหลายทาง

 

6. เลือกทำเลใจกลางเมือง

เพื่อให้ผู้สูงวัยไม่รู้สึกเหงาจนเกินไปและยังได้ความรู้สึกของการพึ่งตัวเองได้มากยิ่งขึ้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องรอเพื่อนหรือครอบครัวซื้อของที่อยากได้มาให้แต่สามารถเดินออกไปหาซื้อเองที่ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง เลือกทำเลที่มีสัญญาณไฟจราจรและป้ายบอกทางต่างๆ ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่หลงทางเสียก่อนที่จะกลับมาถึงที่พัก

 

7. แยกพื้นที่ส่วนกลางและส่วนรวมให้ชัดเจน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของครอบครัวก่อนตัดสินใจให้ผู้ใหญ่ของเขาเข้าพักกับที่ใดที่หนึ่งคือความเป็นส่วนตัวที่ผู้สูงวัยของเขาจะได้รับ และตัวผู้สูงวัยเองก็อยากได้สิ่งนี้ด้วยเช่นกัน

 

การดูแลและการรักษาบางอย่างท่ามกลางสายตาเพื่อนผู้สูงวัยอื่นที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกันอาจไม่ทำให้รู้สึกสะดวกใจเท่าไรนัก คุณควรออกแบบพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยให้แยกชัดเจนกับพื้นที่รับการรักษาพยาบาล หรือแม้กระทั่งการจัดห้องรับรองระหว่างรอพบแพทย์ให้เป็นเรื่องเป็นราว

 

8. คงสภาพแวดล้อมให้เหมือนอยู่บ้าน

ส่วนที่น่ากังวลเมื่อก้าวเข้าสู่วัยชราไม่ใช่ตีนกาหรือการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะ แต่คือเรื่องของความเป็นอยู่หลังจากนั้น ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดล้วนแต่ยังอยากอยู่บ้านของตัวเอง แต่มันเป็นไม่ได้เสมอไปตราบใดที่พวกเขาต้องได้รับการดูแลมากกว่าปกติตามอายุที่เพิ่มขึ้น สมาชิกในครอบครัวอาจไม่สามารถจัดการเรื่องความเป็นอยู่ทั้งอาบน้ำ แต่งตัว ให้อาหาร พาไปเดินเล่น ได้ดีเท่าที่ที่พักผู้สูงวัยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล ทางออกที่เป็นไปได้คือการสร้างสภาพแวดล้อมของที่พักให้เหมือนบ้านมากที่สุด มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น พื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และมีห้องนอนส่วนตัวให้แก่พวกเขา

 

9. ใส่ใจการมองเห็น

ยิ่งอายุมากขึ้นความเสื่อมถอยทางประสาทสัมผัสยิ่งตามมา พยายามจัดแสงภายในและ ภายนอกอาคารให้สมดุล เพราะความแตกต่างของแสงสว่างเพียงนิดเดียวก็ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้สูงวัยได้ นอกจากนี้ควรจัดพื้นที่ให้ได้รับแสงธรรมชาติ เพราะมีงานวิจัยที่พบว่าแสงอาทิตย์ช่วยกระตุ้นนาฬิกาชีวิตและระบบต่อมไร้ท่อที่ช่วยในเรื่องสมดุลของร่างกาย รับออกแบบบ้าน

 

10. เชื่อมโยงการสื่อสารผ่านการฟัง

ผู้สูงวัยจะไวต่อการรับรู้เสียงความถี่ต่ำได้น้อยลง การสูญเสียการได้ยินไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความสงสัยในตัวเองแต่ยังมีผลต่อสุขภาพทางกาย

พื้นที่ที่ออกแบบเป็นอย่างดีจะทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการตะโกนคุยกันเพื่อให้ผู้สูงอายุได้ยิน กำจัดเสียงรบกวนต่างๆ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายในที่พื้นผิวไม่สะท้อนเสียง เช่น ผนังกำแพงที่มีช่องโพรง วัสดุปูพื้นแบบนิ่มที่ช่วยกระจายคลื่นเสียง หรือแผ่นซับเสียงที่ช่วยให้ห้องเงียบลงได้

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *