อาชีพสถาปนิก อาชีพการออกแบบอาคารประเภทต่างๆให้เป็นในลักษณะ

อาชีพสถาปนิก
อาชีพสถาปนิก

อาชีพสถาปนิก อาชีพการออกแบบอาคารประเภทต่างๆให้เป็นในลักษณะ ขั้นตอนการทำงาน เป็นอย่างไร และคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพมีอะไรบ้าง

ลักษณะทั่วไปของอาชีพสถาปนิกคืออาชีพการออกแบบอาคารประเภทต่างๆให้เป็นในลักษณะของการประหยัดและงดงาม
ในธรรมนองเดียวกันต้องมุ่งให้ตรงตามเป้าหมายของผู้ช้อาคารนั้นๆทั้งในทางศิลปะและเทคนิคนำมารวมกัน
ประกอบกับต้องมีความเข้าใจในมาตรฐานความเป็นอยู่และความต้องการของบุคคลในระดับต่างๆของสังคม
รวมทั้งระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของชาติด้วย
งานวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมเป็นลักษณะการบริการเป็นส่วนใหญ่
ทั้งการบริการลูกค้าเป็นรายๆและการบริการแก่สังคมโดยรวมการออกแบบสิ่งต่างๆออกมา
สถาปนิกจะต้องคำนึงถึงความพอใจของผู้อื่นเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารบ้านเรือนข้าวของเครื่องใช้ก็เพื่อให้คนอื่นได้ใช้อย่างมีความพึงพอใจมีความสะ
ดวกสบายและให้เกิดความสวยงามแก่สังคม
          ขั้นตอนการทำงาน อาชีพสถาปนิก
1. บันทึกรายละเอียดความต้องการของลูกค้าเพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2.ออกแบบคำนวณแบบ
3.คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้อหางาน
4. เตรียมแบบและส่งแบบที่ว่าโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา
5. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้วิศวกรทำการก่อสร้าง
6. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุตามแบบที่วางไว้ในเงื่อนไขสัญญา
7. ให้คำปรึกษาแก่วิศวกรและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและคำนวณของวิศวกร
8. วางแผนและควบคุม
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการในการออกแบบ
และมีความสามารถในการวาดภาพเพื่อสื่อความคิดในใจออกมาเป็นรูปธรรมได้พอสมควร
2.มีความสามารถในการประยุกต์ที่ดีนำเอาเรื่องของศิลปะวัฒนธรรม
วิทยาการและเทคโนโลยีมาผสมผสานกันอย่างสอดคล้องได้
3.มีความละเอียดรอบคอบช่างสังเกตและประณีต
4.มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการติดต่อผสานงาน
5.มีความสนใจในเรื่องการประดิษฐ์ตกแต่งและออกแบบ
6.มีความละเอียดอ่อนพอที่จะเข้าใจความต้องการของคนอื่นโดยเฉพาะเจ้าของงาน
7.มีความเข้าใจและลึกซึ้งในคุณค่าของศิลปะ
วัฒนธรรมเพราะศิลปะที่อยู่ในเทคนิควิทยาการสร้างงานประเภทนี้เป็นการสะท้อนออกของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้วย

ลักษณะของงานที่ทำ
สถาปนิกจะเป็นผู้ออกแบบต้องทำงานตามขั้นตอนและกำหนดเวลาชิ้นผลงานต่างๆ ร่วมกับวิศวกรก่อสร้างและนักเขียนแบบ โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้
1. บันทึกรายละเอียด ความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2. ออกแบบ คำนวณแบบ เลือกวัสดุที่มีคุณภาพเหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า
3. คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้องาน
4. เตรียมแบบ และส่งแบบที่วาดโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อ ดัดแปลงแก้ไขและตอบข้อซักถามของ ลูกค้าร่วมกับวิศวกร
5. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้กับวิศวกรทำการก่อสร้าง
6. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างทำการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุและตามแบบที่วางไว้ตามเงื่อนไขสัญญา
7. ให้คำปรึกษาต่อวิศวกรและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและการคำนวณของวิศวกร
อาจวางแผนและควบคุมงานที่สถาปนิกจะได้รับทำเป็นประจำตลอดปีคือ งานปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไขตัวอาคารเพื่อความทันสมัยสวยงามและปลอดภัยอยู่เสมอ สถาปนิกอาจมีความชำนาญในอาคารบางชนิดเป็นพิเศษ เช่นการออกแบบการใช้อาคารในพื้นที่แคบ เป็นต้น หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับพื้นฐาน
สภาพการจ้างงาน
สถาปนิกที่รับราชการจะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สถาปนิกที่ทำงานกับภาคเอกชนจะได้รับเงินเดือน ขั้นต้นอยู่ระหว่าง 15,000 -20,000 บาท ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ในการฝึกงานขณะที่กำลังศึกษาอยู่ ได้รับสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ และสิทธิประโยชน์อื่น เช่น โบนัสขึ้นอยู่กับผลประกอบการ
สภาพการทำงาน
กำหนดระยะเวลาทำงานขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของอาคาร สิ่งก่อสร้างตามที่ผู้จ้างต้องการ ต้องทำงานให้เสร็จทันเวลาเพราะมีโทษปรับถ้าการก่อสร้างเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลา ต้องทำงานทั้งใน สำนักงาน การออกพื้นที่จริงทั้งก่อนก่อสร้างและขณะกำลังก่อสร้าง การทำงานอาจทำเป็นช่วงในตลอด 24 ชั่วโมง เมื่องานการก่อสร้างต้องเร่งระยะการทำงานอาจยาวนานแล้วแต่ขนาดของอาคาร เป็นอาชีพที่ไม่มีผลัดการทำงานเพราะสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับวิศวกรผู้ทำงานร่วมกัน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพนี้ควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
2. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนมีความละเอียดรอบคอบ และถี่ถ้วน
3. มีความสามารถในการรู้จักประยุกต์ใช้วัสดุ เพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุด
4. มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมในการช่วยวาดรูปหรือออกแบบ
5. มีระเบียบวินัย เข้าใจถึงการบริหารธุรกิจ
6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี ให้ความร่วมมือกับ ทีมงานดี
7. มีวิสัยทัศน์ที่ดี และปรับปรุงความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา
8. มีความสามารถเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม
9. มีสุขภาพแข็งแรง สามารถไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศได้
10. มีความซื่อสัตย์
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้คือ : สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ต้องสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่จัดสอนคณะหรือภาควิชาสถาปัตยกรรม สาขาวิชาสถาปัตย์-สถาปัตย์เป็นสาขาที่เรียนการออกแบบโครงสร้างอาคาร บ้านเรือนโดยตรง
โอกาสในการมีงานทำ
ปัจจุบันอาชีพนี้ซบเซาตามสภาพเศรษฐกิจ ทำให้อุตสาหกรรมวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบมาก การดำเนินการลงทุนและการก่อสร้างได้มีการหยุดชะงักชั่วคราว แต่ผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ รวมตัวปรับตนเองเป็นผู้รับทำการซ่อมแซม ปรับปรุง ดัดแปลงอาคารและบ้านเรือน ให้ทันสมัยและ ปลอดภัย อยู่เสมอขณะนี้ บุคลากรในอาชีพนี้ยังสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่นิยมทำในปัจจุบัน คือ จัดทำแบบจำลองหรือโมเด็ลเป็นรูปอาคารต่างๆ ทั้งในประเทศและทั่วโลกให้ลูกค้าเนื่องใน โอกาสต่างๆ ถ้ามีความริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้าเฉพาะและนำส่งออกนอกประเทศจะเป็นช่องทางที่ดีช่องทางหนึ่ง ในการขยายหรือผลิตสินค้าใหม่ ปัจจุบันสถาปนิกไทยมีโอกาสเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานในภาครัฐบาลจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งและขั้นตามความสามารถ ถ้าได้รับการศึกษาต่อหรืออบรมหลักสูตรต่างๆเพิ่มเติมอาจได้เป็นผู้อำนวยการของหน่วยงานที่ตนเองสังกัดอยู่ใน ภาคเอกชนจะได้เป็นผู้จัดการหรือผู้ดูแลโครงการก่อสร้าง หรือเจ้าของผู้ประกอบการ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์ ต่างๆ นักออกแบบกราฟฟิค อาชีพอิสระในการทำธุรกิจซื้อขายอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์สร้างบ้านและตกแต่งบ้าน
ขั้นตอนการให้บริการวิชาชีพของสถาปนิก
สถาปนิกจะทำการบริการวิชาชีพตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ออกแบบเบื้องต้น (Schematic Design)
2. ออกแบบรายละเอียด (Design Development หรือ DD)
3. ทำแบบก่อสร้าง (Construction Document)
4. การประมูลและเจรจาต่อรอง (Bidding and Negotiation)
5. บริหารงานก่อสร้าง (Construction Administration)
ในบางโครงการ อาจจะมีการเข้าไปรับงานเป็นทีม โดยเจ้าของทำสัญญากับทีมก่อสร้างเพียงสัญญาเดียว ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก และ ที่ปรึกษาอื่นๆ รวมตัวกันเป็นหนึ่ง โดยการทำสัญญาโดยตรงนี้ จะเรียกว่า เป็นการบริการแบบ ดีไซน์บิลด์ (Design Build)
ขอบเขตงานของสถาปนิก
สถาปนิกในปัจจุบันได้มีการขยายขอบเขตการประกอบวิชาชีพไปในหลายๆ ด้านที่เป็นแนวทางเฉพาะ เช่น
1. งานด้านออกแบบ (Design)
2. งานด้านการบริหารโครงการ (Construction Management)
3. งานด้านการบริหารการใช้พลังงานในอาคาร (Building Energy Management)
4. งานด้านการออกแบบการให้แสง (Lighting Design)
5. งานด้านบริหารจัดการอาคาร (Facility Management)
6. งานด้านอนุรักษ์ (Preservation)
7. งานตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคาร (Building Inspection)

นิยามอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ทำหน้าที่ออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง และควบคุมการก่อสร้างร่วมกับวิศวกร คำนวณวัสดุ เวลา และราคาของค่าแบบก่อสร้างและการก่อสร้างที่เหมาะสมให้คำแนะนำในเรื่องวัสดุก่อสร้างที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ว่าจ้างและเป็นไปตามกฎข้อบังคับของท้องถิ่น และแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรม
สถาปนิก คือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิก จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของอาคารนั้น รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้างนั้น สถาปนิกจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ถึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพสถาปนิกได้ ซึ่งคล้ายกับการทำงานในสาขาวิชาชีพอื่น
สถาปก คำเก่าของคำว่าสถาปนิก ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นศัพท์ภาษาสันสกฤต หมายถึง ผู้สร้าง, ผู้ก่อตั้ง ในเอกสารโบราณก่อนสมัยรัตนโกสินทร์เคยปรากฏคำ “สถาบก” หมายถึง การสร้าง หรือผู้สร้าง
รางวัลที่น่ายกย่องของสถาปนิกที่รู้จักในฐานะผู้ก่อสร้างอาคารได้แก่ รางวัลพลิตซ์เกอร์ ซึ่งมักจะถูกเปรียบเทียบเหมือนกับ “รางวัลโนเบลในทางสถาปัตยกรรม

 

ต้นกำเนิด

ตลอดประวัติศาสตร์สมัยโบราณและยุคกลางการออกแบบและการก่อสร้างสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ดำเนินการโดย ช่างฝีมือ เช่นหิน ช่างปูน และ ช่างไม้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมามีบทบาท ของผู้สร้างหลัก จนถึงยุคปัจจุบันไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสถาปนิกและ วิศวกร ในยุโรปชื่อสถาปนิกและวิศวกรส่วนใหญ่เป็นรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่อ้างถึงบุคคลคนเดียวกันซึ่งมักใช้แทนกันได้

ฟิลิปโปบรูเนลเลสชิ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถาปนิกที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีพรสวรรค์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ สถาปนิก
คือ ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและคณิตศาสตร์ที่หลากหลายทำให้สามารถพัฒนาสถาปนิก ‘สุภาพบุรุษ’ มืออาชีพได้โดยแยกจากช่างฝีมือมืออาชีพ ไม่มีการใช้กระดาษในยุโรปในการวาดภาพจนถึงศตวรรษที่ 15 แต่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากปี 1500 ดินสอถูกใช้บ่อยขึ้นในการวาดภาพในปี 1600 ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองได้รับอนุญาตให้เขียนแบบก่อนการก่อสร้างได้ ในขณะเดียวกันการแนะนำมุมมองเชิงเส้นและนวัตกรรมเช่นการใช้การคาดการณ์ที่แตกต่างกันเพื่ออธิบายอาคารสามมิติในสองมิติพร้อมกับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความแม่นยำของมิติช่วยให้นักออกแบบอาคารสื่อสารความคิดของตนได้ อย่างไรก็ตามการพัฒนาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนถึงศตวรรษที่ 18 อาคารยังคงได้รับการออกแบบและกำหนดโดยช่างฝีมือยกเว้นโครงการที่มีสถานะสูง

 

บทบาทการออกแบบ

สถาปนิกซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างแนวคิดการออกแบบที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ารายนั้นและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการ สถาปนิกต้องตอบสนองและตั้งคำถามกับลูกค้าเพื่อยืนยันข้อกำหนด (และความแตกต่าง) ทั้งหมดของโครงการที่วางแผนไว้

บ่อยครั้งที่บทสรุปฉบับสมบูรณ์ไม่ชัดเจนในตอนต้น: มีความเสี่ยงระดับหนึ่งในการออกแบบ สถาปนิกอาจเสนอข้อเสนอเบื้องต้นให้กับลูกค้าซึ่งอาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของบทสรุป “โปรแกรม” (หรือโดยย่อ) เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโครงการที่ตรงกับความต้องการทั้งหมดของเจ้าของ นี่เป็นแนวทางสำหรับสถาปนิกในการสร้างแนวคิดการออกแบบ

ข้อเสนอการออกแบบโดยทั่วไปคาดว่าจะเป็นทั้งในเชิงจินตนาการและเชิงปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับสถานที่เวลาการเงินวัฒนธรรมงานฝีมือและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในการออกแบบขอบเขตที่แน่นอนและลักษณะของความคาดหวังเหล่านี้จะแตกต่างกันไป

การมองการณ์ไกลเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเนื่องจากการออกแบบอาคารเป็นงานที่ซับซ้อนและมีความต้องการสูงมาก

แนวคิดการออกแบบใด ๆ ที่ต้องมีในช่วงเริ่มต้นในยุคนั้นต้องคำนึงถึงประเด็นและตัวแปรจำนวนมากซึ่งรวมถึงคุณภาพของพื้นที่การใช้งานที่สิ้นสุดและวงจรชีวิตของพื้นที่ที่เสนอเหล่านี้ ความเชื่อมโยงความสัมพันธ์และแง่มุมระหว่างช่องว่างรวมถึงวิธีการรวมเข้าด้วยกันตลอดจนผลกระทบของข้อเสนอต่อท้องถิ่นในทันทีและในวงกว้าง การเลือกวัสดุและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะต้องได้รับการพิจารณาทดสอบและทบทวนตั้งแต่ระยะแรกในการออกแบบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความล้มเหลว (เช่นต้นทุนที่สูงเกินคาด) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในภายหลัง สถานที่และสภาพแวดล้อมตลอดจนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่จะมีอิทธิพลต่อการออกแบบด้วย การออกแบบยังต้องเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สถาปนิกอาจแนะนำ (โดยตั้งใจหรือไม่) ในระดับที่มากขึ้นหรือน้อยลงแง่มุมของ คณิตศาสตร์และสถาปัตยกรรม ทฤษฎีสถาปัตยกรรม ใหม่หรือปัจจุบัน หรือการอ้างอิงถึง ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม .

ส่วนสำคัญของการออกแบบคือสถาปนิกมักให้คำปรึกษากับวิศวกรนักสำรวจและผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ตลอดการออกแบบเพื่อให้แน่ใจว่าด้านต่างๆเช่นโครงสร้างรองรับและองค์ประกอบเครื่องปรับอากาศได้รับการประสานกันในโครงการโดยรวม การควบคุมและการวางแผนต้นทุนการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของการให้คำปรึกษาเหล่านี้ การประสานงานในด้านต่างๆเกี่ยวข้องกับการสื่อสารเฉพาะทางระดับสูงรวมถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูงเช่น BIM (Building Information Modeling ), CAD และเทคโนโลยีบนคลาวด์

ตลอดเวลาในการออกแบบสถาปนิกจะรายงานกลับไปยังลูกค้าซึ่งอาจมีการจองหรือคำแนะนำแนะนำตัวแปรเพิ่มเติมในการออกแบบ

สถาปนิกจัดการกับเขตอำนาจศาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางเกี่ยวกับกฎระเบียบและ รหัสอาคาร สถาปนิกอาจจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย การวางแผน และ การแบ่งเขต ในท้องถิ่นเช่นความล้มเหลวที่จำเป็นข้อจำกัดความสูงข้อกำหนดที่จอดรถข้อกำหนดด้านความโปร่งใส (หน้าต่าง) และ การใช้ที่ดิน . เขตอำนาจศาลที่จัดตั้งขึ้นบางแห่งต้องการการปฏิบัติตามแนวทางการออกแบบและ การอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบในปัจจุบันและในหลายเขตอำนาจศาลจำเป็นต้องมีรายงานและบันทึกการออกแบบซึ่งรวมถึงการพิจารณาอย่างต่อเนื่องเช่นวัสดุและสารปนเปื้อนการจัดการขยะและการรีไซเคิลการควบคุมการจราจรและความปลอดภัยจากอัคคีภัย

วิธีการออกแบบ
ก่อนหน้านี้สถาปนิกใช้ภาพวาดเพื่อแสดงและสร้างข้อเสนอการออกแบบ ในขณะที่ภาพร่างแนวความคิดยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายโดยสถาปนิก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการออกแบบอาจรวมถึงการใช้ภาพถ่ายภาพต่อกันภาพพิมพ์ linocuts เทคโนโลยี การสแกน 3 มิติ และสื่ออื่น ๆ ในการออกแบบการผลิต ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เช่น BIM มากขึ้นกำลังกำหนดวิธีการทำงานของสถาปนิก เทคโนโลยี BIM ช่วยให้สามารถสร้างอาคารเสมือนที่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลข้อมูลสำหรับการแบ่งปันข้อมูลการออกแบบและอาคารตลอดวงจรชีวิตของการออกแบบการก่อสร้างและการบำรุงรักษาของอาคาร

บทบาทด้านสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากอาคารปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่ามีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศสูงจึงมีการเพิ่มการควบคุมอาคารและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อลดการปล่อยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน แหล่งพลังงานหมุนเวียนอาจได้รับการพัฒนาภายในอาคารที่เสนอหรือผ่านทางผู้ให้บริการพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ด้วยเหตุนี้สถาปนิกจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในปัจจุบันที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาใหม่บางอย่างมีการใช้พลังงานต่ำมาก อย่างไรก็ตามสถาปนิกยังมีความจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องริเริ่มในแง่สิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้นเช่นการจัดเตรียมการขนส่งพลังงานต่ำแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงประดิษฐ์การระบายอากาศตามธรรมชาติแทนที่จะใช้เครื่องปรับอากาศมลพิษและการจัดการของเสียการใช้ของรีไซเคิล วัสดุและการจ้างงานวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ง่ายในอนาคต

บทบาทการก่อสร้าง
เนื่องจากการออกแบบมีความก้าวหน้าและมีรายละเอียดมากขึ้นข้อกำหนดและการออกแบบรายละเอียดจึงสร้างขึ้นจากองค์ประกอบและส่วนประกอบทั้งหมดของอาคาร เทคนิคในการผลิตอาคารมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องซึ่งสร้างความต้องการให้กับสถาปนิกเพื่อให้แน่ใจว่าเขาหรือเธอยังคงทันสมัยอยู่เสมอกับความก้าวหน้าเหล่านี้

ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าและข้อกำหนดของเขตอำนาจศาลขอบเขตของบริการของสถาปนิกในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างอาจครอบคลุม (การเตรียมเอกสารโดยละเอียดและการตรวจสอบการก่อสร้าง) หรือมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยกว่า (เช่นอนุญาตให้ผู้รับเหมาใช้สิทธิจำนวนมาก ออกแบบสร้าง ฟังก์ชัน)

โดยทั่วไปแล้วสถาปนิกจะจัดทำโครงการเพื่อ ประกวดราคา ในนามของลูกค้าให้คำแนะนำเกี่ยวกับการมอบรางวัลโครงการแก่ ผู้รับเหมาทั่วไป อำนวยความสะดวกและจัดการสัญญาข้อตกลง ซึ่งมักจะเป็นระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา สัญญานี้มีผลผูกพันตามกฎหมายและครอบคลุมประเด็นต่างๆมากมายรวมถึงการประกันภัยและภาระผูกพันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสถานะของเอกสารการออกแบบข้อกำหนดสำหรับการเข้าถึงของสถาปนิกและขั้นตอนในการควบคุมงานในขณะดำเนินการ ขึ้นอยู่กับประเภทของสัญญาที่ใช้อาจจำเป็นต้องมีข้อกำหนดสำหรับการประมูลช่วงสัญญาเพิ่มเติม สถาปนิกอาจกำหนดให้องค์ประกอบบางอย่างอยู่ภายใต้การรับประกันซึ่งระบุอายุการใช้งานที่คาดหวังและลักษณะอื่น ๆ ของวัสดุผลิตภัณฑ์หรืองาน

ในเขตอำนาจศาลส่วนใหญ่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะเริ่มในสถานที่ดังนั้นจึงแจ้งให้หน่วยงานท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบอย่างอิสระ จากนั้นสถาปนิกจะตรวจสอบและตรวจสอบความคืบหน้าของงานโดยประสานกับหน่วยงานในพื้นที่

โดยทั่วไปแล้วสถาปนิกจะตรวจสอบผู้รับเหมา แบบร้านค้า และ ผู้ส่ง อื่น ๆ จัดเตรียมและออกคำแนะนำในไซต์และให้ใบรับรองการชำระเงินแก่ผู้รับเหมา (ดูที่ Design-bid-build ) ซึ่งขึ้นอยู่กับงานที่ทำจนถึงปัจจุบันตลอดจนวัสดุและสินค้าอื่น ๆ ที่ซื้อหรือว่าจ้าง ใน สหราชอาณาจักร และประเทศอื่น ๆ ผู้สำรวจปริมาณ มักเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพื่อให้คำปรึกษาด้านต้นทุน ด้วยโครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนบางครั้งก็มีการว่าจ้างผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง อิสระเพื่อช่วยในการออกแบบและจัดการการก่อสร้าง

ในหลายเขตอำนาจศาลจำเป็นต้องมีการรับรองหรือการรับรองผลงานที่เสร็จสมบูรณ์หรือบางส่วนของผลงาน ความต้องการการรับรองนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับสูงดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบงานอย่างสม่ำเสมอในขณะที่ดำเนินการในสถานที่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามการออกแบบของตัวเองตลอดจนกฎเกณฑ์และการอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *