หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง
หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง หลักการออกแบบบ้านเป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้

1.หลักการออกแบบบ้านกำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากแบบบ้านตาม website ต่างๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical  หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย

 

2.หลักการออกแบบกำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย

 

3.ออกแบบโดยกำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน

 

4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น

 

5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น

 

6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม

 

แบบบ้านชั้นเดียวมีระเบียง 2 ห้องนอน ภาพ 3 มิติ กับการวางตำแหน่งของห้องต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ สามารถใช้ได้กับการวางแปลนบ้านชั้นเดียวและคอนโด

แบบบ้านชั้นเดียวมีระเบียง 2 ห้องนอน กับผลงานการออกแบบของสถาปนิกฝีมือเยี่ยมในรูปแบบของภาพแปลนบ้าน 3 มิติ ที่รวบรวมมาให้ชมกัน และจะทำให้คุณได้เห็นทุกซอกทุกมุมและสามารถเลือกแบบที่เหมาะสมให้กับไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และยังสามารถนำแบบบ้านชั้นเดียวมีระเบียง 2 ห้องนอนไปใช้กับการตกแต่งคอนโดได้ด้วยนะคะ

1. แบบบ้าน 2 ระเบียงช่วยขยายพื้นที่ในการเปลี่ยนบรรยากาศให้เพิ่มมากขึ้น ระเบียงแรกอยู่หน้าห้องนอนทั้ง 2 ห้อง
ในขณะที่ระเบียงอีกฝั่งเชื่อมกับห้องนั่งเล่น ส่วนห้องด้านในเป็นการวางแปลนแบบไร้ผนัง ยกเว้นห้องนอนกับห้องน้ำเท่านั้น
ที่มีผนังคั่นเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว

2. แบบบ้านที่แยกระเบียงออกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่น แต่แตกต่างจากแบบแรกตรงที่มีระเบียงห้องนอน
เพียงห้องเดียวเท่านั้น ส่วนห้องครัวกับห้องกินข้าวถูกจัดอยู่ในแนวเดียวกับห้องนั่งเล่น ในขณะที่ประตูบ้านสร้างแยกออกมาต่างหาก
เพื่อให้ไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ส่วนกลางได้โดยตรง

3. แบบบ้านที่มีระเบียงทั้งในห้องนอนและห้องนั่งเล่น แต่ระเบียงของห้องนั่งเล่นมีพื้นที่ให้พักผ่อนได้มากกว่า
ในขณะที่ด้านในก็เน้นตกแต่งด้วยโทนสีเขียวและไม้ น่าจะตรงกับคนที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติไม่น้อยเลย

4. แบบบ้าน 4 ระเบียงที่มีทั้งของห้องนอนเล็ก ห้องนอนใหญ่ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยระเบียงห้องนั่งเล่นยังเป็น
ส่วนที่กว้างที่สุดสามารถตั้งโต๊ะ-เก้าอี้ได้สบาย

5. แบบบ้าน 1 ระเบียงที่ขยายออกไปจากห้องนั่งเล่นเพียงห้องเดียว แต่ก็ช่วยให้ภาพรวมของพื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นไม่น้อย
เมื่อถูกตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลัก แถมยังมีครบทุกห้องที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวหรือห้องกินข้าว

6. เทคนิคการออกแบบภายในจะเน้นไปทางความเป็นอยู่ที่ปลอดโปร่งและโล่งสบายตา ด้วยวัสดุที่มีลวดลายและสีสัน
ในแนวธรรมชาติอย่างพื้นไม้ พื้นเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อน รายล้อมไปด้วยต้นไม้ประดับตกแต่งภายในให้แลดูสดชื่น
แม้ไม่ออกไปข้างนอกบนระเบียงในห้องนอนและห้องนั่งเล่น

7. สามารถตอบโจทย์คนที่รักความเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ เพราะมีความพิเศษอยู่ตรงระเบียงบ้านทั้ง 3 มุมด้วยกัน
และยังมีห้องหนังสือที่แสนจะเงียบสงบกั้นตรงกลางระหว่างห้องนอนอีกด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถเลือกนั่งกินอาหาร
ได้ทั้งในครัวหรือห้องนั่งเล่นเมื่อมีแขกมาเยี่ยม

8. การตกแต่งภายในจะมุ่งเน้นไปทางโมเดิร์นสมัยใหม่ที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา ประดับประดาต้นไม้ไปทั่วทุกพื้นที่
อย่างสมดุลทั้งภายในและระเบียงด้านนอก ถึงพื้นที่ของห้องนอนจะกว้างจนกินพื้นที่ส่วนอื่นไปบ้าง แต่ห้องนอนใหญ่
ก็มีห้องน้ำในตัวเพื่อความสะดวกสบายในการทำธุระส่วนตัวไม่ต้องเดินออกมาใช้ห้องน้ำส่วนกลางให้ลำบาก
พร้อมกับระเบียงบ้านที่มีถึง 3 จุดในห้องนั่งเล่นและห้องนอนทั้ง 2 ห้อง

9. แปลนบ้านในลักษณะนี้เหมาะกับครอบครัวขยายมากที่สุด เพราะมีทั้งห้องนอนของคุณพ่อ-คุณแม่และห้องนอนลูก ๆ
พร้อมกับเตียงสองชั้นที่ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยภายในห้องอีกด้วย ซึ่งห้องนั่งเล่นจะถูกแยกออกจากห้องนอน
เพื่อความเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ระเบียงด้านนอกช่วยเปิดรับการระบายอากาศอับ ๆ ร้อน ๆ ในครัวได้เป็นอย่างดี

10. ความนุ่มนวลของวัสดุและโทนที่เลือกมาใช้ในแปลนนี้ บ่งบอกถึงการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูดี
ส่วนสีสันของเฟอร์นิเจอร์บางส่วนช่วยปรับทัศนียภาพภายในให้ดูไม่จืดชืดจนเกินไป และยังมีต้นไม้ที่ระเบียงบ้าน
ช่วยปรับบรรยากาศให้แลดูสบายตายิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีแสงแดดเข้ามาจากรอบทิศทาง ทั้งหน้าต่างด้านข้าง
ทั้ง 3 บานและระเบียงในห้องนั่งเล่น

11. แบบบ้านที่มีการจัดระเบียงแยกออกไปเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น แม้ตามห้องต่าง ๆ จะไม่มีระเบียงก็ยังมีหน้าต่าง
ที่ช่วยเปิดให้แสงเข้ามาได้โดยรอบ แถมพื้นที่ด้านในก็ไม่ดูคับแคบเพราะเลือกตกแต่งด้วยโทนสีอ่อนและไม้เป็นหลัก

12. แบบบ้านที่มีระเบียงเฉพาะในห้องนอน แต่ส่วนอื่น ๆ ก็ยังดูกว้างขวางอยู่แม้จะคั่นผนังทุกห้อง เพราะต่างก็ตกแต่งด้วยของน้อยชิ้น
จึงทำให้เหลือพื้นที่ว่างมากมาย

13. แบบบ้านแนวยาวที่มีระเบียงอยู่ด้านหลังสุด ส่วนด้านในก็แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝั่งซ้ายเป็นพื้นที่ส่วนกลาง
ที่ประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และห้องครัว ในขณะที่ฝั่งขวาประกอบด้วยห้องนอนกับห้องน้ำ

14. สำหรับบ้านที่มีประตูอยู่ด้านข้างก็สามารถจัดได้ตามแปลนนี้ ด้วยการวางโถงทางเดินไว้ตรงกลาง ก่อนจะเป็นทางแยก
ไปสู่ห้องต่าง ๆ ทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ โดยต่อระเบียงออกไปจากห้องนอนเล็ก

15. สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ๆ แบบบ้านหลังนี้น่าจะเหมาะมากทีเดียว เพราะทุกห้องถูกกั้นด้วยผนัง
เว้นทางเดินตรงกลางไว้สำหรับเชื่อมต่อไปยังห้องนั่งเล่นที่มีระเบียงขนาดกลาง

 

ขั้นตอนการสร้างบ้านชั้นเดียว แบบประหยัด เป็นทางเลือกของคนยุคใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบครันด้วยรูปลักษณ์ทันสมัย สวยงาม สะอาดตา ให้ความเรียบง่าย รวมไปถึงการใช้วัสดุในการก่อสร้างไม่เยอะนัก แถมยังช่วยลดงบประมาณที่ไม่เหมาะสม  รวมถึงปลูกได้ทุกพื้นที่ แม้ที่ดินจำกัด ดังนั้น ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนการสร้างบ้าน Baania ขอแนะนำวิธีประเมิณขนาดที่ดินให้ทุกท่านพอเข้าใจก่อน เพราะถ้าไม่รู้ขนาดที่ดินที่ถูกต้องชัดเจน การวางแปลนสร้างบ้านก็จะคลาดเคลื่อนไปด้วย

การประเมินขนาดที่ดินประกอบด้วยอะไรบ้าง

ขนาดที่ดิน ถือเป็นปัจจัยเเรกที่ทุกท่านต้องพิจารณา เพื่อคำนวณพื้นที่คร่าว ๆ ก่อนจะวางแปลน โดยมีวิธีการประเมินขนาดที่ดิน ดังนี้

1. ทำความรู้จักกับหน่วยวัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ
ตารางวา (ตร.ว.) พูดถึง “ที่ดิน”
ตารางเมตร (ตร.ม.) พูดถึง “พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด”

2. วิธีการวัดพื้นที่ ซึ่งจะต้องมีตัวช่วยกันเล็กน้อย นั้นก็คือ ตลับเมตร
โดยวัดพื้นที่ด้านกว้างและด้านยาว
นำมาคูณ โดยใช้สูตร กว้าง * ยาว หน่วยที่ใช้คือ เมตร (m) เมื่อนำหน่วย เมตร * เมตร เท่ากับหน่วยตารางเมตร (m2) นั่นเอง

3. ตัวอย่าง 
พื้นที่บ้าน A มีขนาดความกว้าง 5 เมตร และความยาว 20 เมตร
สูตร กว้าง (เมตร) * ยาว (เมตร)
= 5 เมตร * 20 เมตร
= 100 ตารางเมตร
กรณีที่ต้องการคิดกลับเป็นตารางวา ให้ใช้ตารางเทียบ (1 ตารางวา = 4  ตารางเมตร)
= 100/4  เท่ากับ 25 ตารางวา
สรุปได้ว่า พื้นที่บ้าน A มีขนาด 100 ตารางเมตร หรือ 25 ตารางวา  รับออกแบบบ้าน

 

การออกแบบแปลนบ้านชั้นเดียว

วิธีที่จะช่วยสื่อสารให้เจ้าของบ้าน และผู้รับเหมาเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือ แปลนบ้าน เพื่อให้งานนั้นออกมาราบรื่น และตรงตามความต้องการ ซึ่งมีขั้นตอนใดบ้างมาดูกัน

  1. สไตล์ เป็นการกำหนดขอบเขต และเป้าหมายซึ่งหลายท่านได้มีการวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่าจะสร้างบ้านสไตล์ใด ท่านแค่ลองเปิดเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็พอจะช่วยให้จินตนาการ และนำแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ คงพอช่วยให้บ้านเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
  2. เขียนความต้องการลงไป ต่อมาก็วิเคราะห์ความต้องการ ว่าบ้านของท่านนั้น ต้องการวางอะไร ที่ไหน โดยควรพูดคุยกับสมาชิกภายในบ้านเพื่อช่วยเสริมไอเดีย หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  3. ขนาด กำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องไปเลย โดยนำพื้นที่ที่ได้จากการคำนวณ มาแตกย่อยเพื่อให้ได้รายละเอียดแต่ละส่วนของบ้านชัดเจนขึ้น
  4. ตำแหน่ง และทิศทาง แบบบ้านที่ดี ควรสอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น ทิศรับแสงแดด โดยแดดจะส่องสว่างด้านทิศตะวันตก ทิศใต้ เหมาะกับการวางห้องที่ต้องการแสง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน สำหรับทิศรับลมจะแบ่งเป็น 2 คือ ทิศเหนือ และทิศใต้ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล  ซึ่งคนส่วนใหญ่หันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือ
  5. ร่างแบบ ขั้นตอนสุดท้าย คือการรวบรวมข้อมูลข้อ 1-4 แล้วนำมาวาดลงบนกระดาษ A4 โดยอาจจะเขียนอธิบายร่วม เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ

การออกแบบแปลน ทำได้ไม่ยากเลย โดยเน้นจินตนาการ และความรู้สึกของเจ้าของบ้านเป็นหลัก ผ่านการถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษ สื่อถึงความหมายในสิ่งที่ต้องการ

 

ลำดับขั้นตอนการสร้างบ้านชั้นเดียว

มาต่อกันที่ 10 ลำดับขั้นตอนการสร้างบ้านชั้นเดียว ที่คุณควรรู้

  1. เตรียมพื้นที่ ตั้งแต่ระดับพื้นดินเดิม หรือการถมดินเพื่อปรับระดับ ซึ่งควรสูงกว่าท่อระบายน้ำสาธารณะ และควรถมดินในช่วงหน้าแล้ง เพื่อป้องกันดินไหล
  2. การวางผัง เพื่อกำหนดทิศทางการวางเสาเข็ม โดยอิงจากแบบ อาจจะมีการเปลี่ยน หรือปรับระยะได้ตามความเหมาะสม
  3. เสาเข็ม มักจ้างบริษัทมารับเหมา ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ และความแข็งแรง รวมถึงความปลอดภัยทั้งตัวอุปกรณ์ที่นำมาใช้ และผู้ทำงาน
  4. งานรากฐานชั้นล่าง ซึ่งจะประกอบด้วยฐานราก และตอม่อ ถัดมาเริ่มขึ้นโครงสร้างชั้น 1 ได้แก่ เสา คาน และพื้นชั้นล่าง
  5. โครงสร้างชั้นสอง หลังคา และระบบสุขาภิบาล ทำเช่นเดียวกับโครงสร้างชั้นแรก ทั้งเสา คาน และอะเส (คานหลังคา) หรือหล่อชิ้นส่วนตกแต่งอื่น ๆ ต่อมาก็ขึ้นโครงหลังคา ซึ่งมีหลายประเภทสำหรับระบบสุขาภิบาล จะเป็นพวกถังเก็บ ท่อน้ำทิ้ง และถังบำบัด โดยถูกจัดเก็บให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมเดินท่อ
  6. มุงหลังคา ทำได้ต่อเมื่อโครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเริ่มติดตั้งวัสดุซึ่งมีหลากหลายแบบ เพื่อช่วยให้ร่มเงาและบังแดดให้กับตัวบ้าน
  7. งานก่อผนัง ติดวงกบ และเดินระบบน้ำไฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับบ้านแต่ละหลังว่าเลือกวัสดุผนังแบบใด เมื่อติดตั้งเสร็จก็ทำการเดินระบบไฟฟ้า และประปา
  8. งานฉาบ และติดตั้งฝ้าเพดาน เพื่อฉาบผนังให้เรียบร้อย และสม่ำเสมอ รวมถึงการเก็บรอยต่อต่าง ๆ  สำหรับฝ้าเพดานจะมีการติดตั้งตามการกำหนดระยะความสูงทั้งภายใน และภายนอก
  9. งานตกแต่งวัสดุ  ติดตั้งประตู หน้าต่าง และ Build-in ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความประณีตเป็นอย่างมาก เพื่อให้งานนั้นออกมาละเอียด และสวยงาม สำหรับอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งควรคลุมด้วยถุงพลาสติกเพื่อป้องกันฝุ่น สี  หรือรอยขีดข่วน
  10. ทำความสะอาด และตรวจสอบความเรียบร้อย ให้ท่านทำการเก็บกวาด และตรวจรับงาน เพื่อหากมีข้อบกพร่องจะได้ดำเนินการให้แก้ไขได้ในทันที ก่อนที่จะเซ็นรับบ้าน

ทั้ง 10 ขั้นตอน เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้หยิบยกมา เพื่อให้ท่านได้เข้าใจถึงกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นก่อสร้างจนสิ้นสุด

 

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน
หลักการออกแบบบ้าน

หลักการออกแบบบ้าน สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมา  แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้

1.หลักการออกแบบบ้านกำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากแบบบ้านตาม website ต่างๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical  หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย


2.หลักการออกแบบกำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย


3.ออกแบบโดยกำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน


4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น


5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น


6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม ออกแบบบ้าน

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *