บิ๊ก ศรุต ตัดใจบอกลา “พาขวัญ” รถคู่ใจ ตอนนี้สาหัส แบกภาระผ่อนต่อไม่ไหวแล้ว

บิ๊ก ศรุต
บิ๊ก ศรุต

บิ๊ก ศรุต สาหัสไม่น้อยอยู่เหมือนกัน สำหรับนักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่ เมื่อล่าสุดเจ้าตัวต้องตัดสินใจโบกมือลารถสวยคันโปรดที่อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลที่ว่า แบกภาระผ่อนต่อไม่ไหว

โดยเรื่องราวทั้งหมดนี้ บิ๊ก ได้โพสต์เป็นภาพถ่ายและข้อความลงบนอินสตาแกรม @bigibig28 เล่าถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าสำหรับตนเองแล้วสถานการณ์ ณ เวลานี้ ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างสาหัสอยู่พอสมควร ufabet

ก่อนจะทิ้งท้ายในโพสต์ดังกล่าวว่า จะไม่โทษใครหรือโทษอะไรทั้งนั้น เพราะส่วนตัวก็เข้าใจดีว่าโรคระบาดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทั่วทั้งโลก

“บ๊ายบายนะพาขวัญ จาก Covid-19 รอบแรกจนมารอบที่สอง มันก็สาหัสเอาเรื่องอยู่ เราคงแบกภาระการผ่อนต่อไปไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยเค้าออกไป ส่วนเราเองก็ต้องสู้ๆ กันต่อไปนะครับนะ ผมไม่โทษใครและไม่โทษอะไรทั้งนั้นเพราะมันคือโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนได้รับผลกระทบทั้งนั้น #สู้ๆ ครับผม”

ซึ่งหลังจากที่โพสต์นี้เผยแพร่ออกไป ก็มีเพื่อนพ้องคนบันเทิง อาทิ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน, หยก ธัญยกันต์ เข้ามาเขียนคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้กับ บิ๊ก กันอย่างล้นหลาม และขอให้เจ้าตัว สู้ๆ

ดาราหนุ่มมาดนุ่ม บิ๊ก ออกมาเปิดใจลูกชายและแฟนคนปัจจุบัน แบบตรงๆ ได้ใจ สำหรับลูกชาย บิ๊ก  นั้นชื่อ ปิ๊ก ยอมรับว่าไม่ค่อยได้ติดต่อ เพราะแม่ของลูกไม่ให้เจอ พูดตรงๆ ถึงฝ่ายหญิง ลั่นที่ผ่านมาไม่เคยปิดว่าเป็นลูกบิ๊กศรุต

เรื่องลูกเคยเป็นข่าวมานาน

“ผมไม่ได้ไม่ยอมรับนะ ผมรับมาแต่แรก แต่ไม่มีใครพูดถึง อีกอย่างเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนกับตัวปิ๊ก แต่ตอนนี้ปิ๊กโตแล้ว ตอนนี้น่าจะพูดอะไรได้เยอะแล้ว

คือมันก็ไม่ได้มีความเป็นครอบครัว พูดไปแล้วอาจจะแรงหน่อย แต่ก็ขอพูดตรงๆ ว่ามันไม่ใช่แม้แต่คำว่าแฟนด้วยซ้ำไป คำว่าคบยังไม่เคยคบเลย สิ่งที่มันเกิดขึ้นเราก็ยอมรับ และได้ทำตามที่ศาลกำหนดว่าเราจะมีการจ่ายเงินเดือนให้ปิ๊กทุกเดือน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ปิ๊กทุกเดือน

เรื่องเงินเดือนปิ๊กก็จะเพิ่มขึ้นตามอายุและช่วงเวลาที่เขาโตขึ้น เรื่องค่าเล่าเรียน เซ็นรับรองบุตร และปิ๊กใช้นามสกุลเดียวกันกับผมคือวิจิตรานนท์ ตอนนี้อายุ 15 แล้ว”

“จริงๆ เจอเขานะ แต่ไม่ได้เจอบ่อยนะครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยได้คุยกับคุณแม่ของเขา เพราะเขาไม่อนุญาตให้ผมเจอด้วย โอเคมันเป็นสิทธิ์ของเขา ก็แล้วแต่ ต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตกันไป

เพราะผมถือว่าปิ๊กเป็นเด็กผู้ชาย เท่าที่ผมเคยเจอเคยคุย เขาเป็นเด็กที่ไม่มีปัญหา คุยกันรู้เรื่อง มีความคิดที่ดี ผมเชื่อว่าในวันหนึ่งข้างหน้าที่เจอกันไม่มีปัญหาอะไรหรอก

แต่ไม่ได้เจอเขาบ่อยเลย ช่วงที่เป็นข่าวตั้งแต่แรก 10 กว่าปีก่อน ตัวเองก็เด็ก ความคิดความอ่านเรายังไม่ดีพอ ที่จะรับและจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีพอ ตอนนี้ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ 46 จะ 50 แล้ว ผ่านอะไรมาเยอะแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งนึกถึงอดีตว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ต้องนึกถึงปัจจุบันและสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าดีกว่า

ตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าผมมีแฟน ผมก็มีชีวิตของผม ปิ๊กก็มีชีวิตของปิ๊ก คุณแม่ปิ๊กก็มีชีวิตของเขา ซึ่งเราก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตกันไป

ผมก็เคยไปปั่นจักรยานกับเขาก็คุยกันในรถ แต่ว่าไม่ลงรายละเอียดละกัน แต่รับรู้ได้ว่าเขาเป็นเด็กดี อยากดูรูปไปดูได้เลยมีในเฟซบุ๊ก

เจอกันล่าสุดหลายเดือนแล้วไปปั่นจักรยานกัน ที่สุวรรณภูมิ ก็มีคุยกันบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้คุยแล้วเพราะแม่เขาไม่ให้คุย ไม่ได้กีดกันหรอก แต่ไม่รู้เหมือนกันนะ

ผมพยายามแล้วนะ แต่ทุกครั้งที่ติดต่อหาเขา แต่จะเป็นแม่เขามาตอบบ้าง มาด่าผมบ้าง ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ะ ผมว่ามันมากเกินไปสำหรับผม ผมรู้สึกว่าก้าวก่ายมากเกินไป ไม่เคารพกันมากเกินไป ในเมื่อผมติดต่อไปหาปิ๊ก แต่เขากลับมาพิมพ์ข้อความในของส่วนตัวของปิ๊กกลับมาหาผม ผมก็เลือกที่จะบล็อกไม่คุย”

เรื่องของน้องกับแฟนคนปัจจุบันมีผลยังไงกับ บิ๊ก บ้าง?
“ไม่มีครับ เพราะว่าเวลาคบใคร เขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว ค่าใช้จ่ายของปิ๊ก ผมก็โอนให้แฟนผม แล้วแฟนผมจะโอนให้ปิ๊กอีกที”

กับน้องมีปฏิสัมพันธ์แค่ไหน
“น้อยครับ เจอกันน้อยไง เพราะเจอกันไม่กี่ครั้งเอง แต่ด้วยความเป็นผู้ชายกับผู้ชายมันคุยกันง่าย อย่าไปคิดว่ายากหรือจะดราม่าอะไร ผู้ชายๆ คุยกันง่าย ยุคนี้เราต้องอยู่กับความจริง จะมานั่งคิดอะไรเพ้อฝันสวยงามหมดก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ชีวิตทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างที่เห็น ผมคุยกับเขาก็รับกันได้กับสิ่งที่เห็น”

เรื่องการส่งเสียที่ตกลงกันไว้มีกำหนดมั้ย?

“20 ครับ ในเรื่องของเงินเดือน และในเรื่องการเล่าเรียนถึงจบปริญญาตรี”

ล่าสุดเปิดตัวแฟนคนปัจจุบันแล้ว

“ไม่ได้เปิดแล้วก็ไม่ได้ปิด เพราะที่ลงก็เป็นรูปคุยไลน์ สติกเกอร์เต็มไปหมด มองไม่เห็นอยู่ดีว่าใคร เป็นรูปที่ถามแล้วว่าโอเคมั้ย ลงได้มั้ย โอเคก็ลงได้ คบกันมา 6 ปีแล้ว”

เขาค่อนข้างขี้อายหรือเปล่าเลยไม่ค่อยเปิดเผย
“เอาจริงๆ คือเขาป่วย เป็นไทรอยด์ รูปร่างไม่เหมือนเดิม จากหนัก 50 กว่าๆ สูงเท่าๆ ผม เป็นคนสวย พอป่วยเป็นไทรอยด์ ทุกอย่างรวนไปหมด ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาก็เลยไม่อยากให้ใครเห็น เขาอาย

เขาเคยพูดกับผมว่าเขาอายที่ผม ถ้าคนรู้ว่าผมเป็นแฟนกับเขา แล้วจะมีคนว่า ว่าพี่บิ๊กไม่น่ามีแฟนเป็นคนนี้เลย คือเขารู้สึกว่าเขาไม่สวยแล้ว ผมก็ยังรู้สึกว่าเขาสวยกว่าผมเสมอ

ตอนนี้เขาน้ำหนักขึ้นไปเท่าตัวหนึ่ง เป็นร้อยกว่า ซึ่งเขาก็เลยไม่อยากให้ใครเห็น ซึ่งผมเข้าใจและเคารพเขาตรงนั้น แต่เวลาไปไหนก็ไปด้วยกัน ไม่ได้ปิด ไปปกติ”.

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *