ซีรีส์ 2021 เรื่องไหนมาแรง เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ฤดูร้อนประจำปี 2021

ซีรีส์ 2021
ซีรีส์ 2021

ซีรีส์ 2021 เรื่องไหนมาแรง เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ฤดูร้อนประจำปี 2021 แน่นอนว่าเจ้าพ่อสตรีมมิงหนังและซีรีส์อย่างเน็ตฟลิกก็ต้องอัปเดตกัน จึงอยากแนะนำ 15 ซีรีส์ใหม่มาแรงหลากหลายสัญชาติที่เราคัดมาแล้วว่าเด็ดจริงอะไรจริง

Bombay Begums ดูหนังออนไลน์

ประเภท: ดราม่า

เปิดโลกกันหน่อย วันนี้พามารู้จัก Bombay Begums หรือ ดอกไม้เหล็กบอมเบย์ ซีรีส์ใหม่สัญชาติอินเดีย ดูหนังออนไลน์ เล่าถึงเรื่องราวของผู้หญิงอินเดียสุดแกร่งทั้ง 5 คน ซึ่งชีวิตของพวกเธอต่างก็เติบโตมาในครอบครัวที่มีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอมีเหมือนกันคือความปรารถนาแห่งความก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิต ร่วมติดตามการเดินทางที่ต้องฝ่าฝันเพื่อความสำเร็จของแต่ละคนภายใต้กรอบที่มีอยู่อย่างจำกัดของสังคม เป็นซีรีส์ 6 ตอนใน Netflix เกี่ยวกับเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงห้าคนได้แก่ ราณี ฟาติมา ไอยชา ลักษมี และ ไช แต่ละคนมีแตกต่างด้านวัย/อายุ ภูมิหลัง ปมชีวิต ความรัก ความปรารถนา ศาสนา สถานะ ชนชั้น บทบาทกับหน้าที่ในบ้านและนอกบ้าน ความแตกต่างเหล่านี้นำไปสู่เรื่องราว การค้นหาตัวตน และทางออก โดยใช้ความรักเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่องผ่านเสียงของ “ไช” เด็กหญิงผู้กำลังก้าวไปสู่วัยสาว ซึ่งเป็นเสียงที่กำลังส่งไปบอกใครต่อใครว่านี่คืออีกด้าน พวกเธอไม่ใช่ “เสียงเงียบ” อีกต่อไป เราจึงต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจไปพร้อมกับๆ ฟังเสียงเฉพาะของแต่ละคนที่กำลังเปล่งเสียงของตัวเองผ่านการเลือกใช้ชีวิต การถูกประกอบสร้างจากสังคม วัฒนธรรม อุดมคติที่ถูกคาดหวังในบทบาทของการเป็นผู้หญิง ลูกสาว แม่ และเมีย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอพร้อมใจกันแหกคอก ฉีกกฎ ปลดแอกตัวเองนั่นคือการออกมาต่อรองกับเพศตรงข้าม หรือแม้แต่กับเพศเดียวกันในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ เสียงของ “ไช” จึงคอยแก้ต่าง เมื่อพวกเธอกำลังถูกสังคมซักฟอก ถูกตีตรา ถูกตัดสิน และถูกทำโทษ แต่ละตอนของซีรีส์มีชื่อแตกต่างกันออกไป มี 5 ตอนถูกตั้งตามชื่อหนังสือของนักเขียนหญิง และหนังสือแต่ละเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงในหลากมิติ ได้แก่ ตอนที่ 1 Women Who Run With the Wolves งานเขียนของ Clarissa Pinkola Estés ตอนที่ 3 The Color Purple งานเขียนของ Alice Walker ตอนที่ 4 The Bell Jar งานเขียนของ Sylvia Plath ตอนที่ 5 The Golden Notebook งานเขียนของ Doris Lessing และตอนที่ 6 A Room of One’s Own งานเขียนของ Virginia Woolf ส่วนตอนที่ 2 ชื่อ Love ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในหนังสือจำนวนมหาศาล และเป็นความรู้สึกที่ถูกใช้เป็นตัวแทนของผู้หญิง ได้รับการเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน และ “ความรัก” ที่ปรากฏในเรื่อง นำไปสู่การรัก การถูกรัก ความเจ็บปวด การทรยศ การกระทำสิ่งต้องห้าม และพวกเธอต่างจับจ่ายเพศวิถีของตัวเองทั้งเพื่อการปลดเปลื้อง ค้นหาตัวเอง ต่อรอง ท่ามกลางความรักที่พบเจอ

“ไช” สะท้อนเสียงของผู้หญิงทั้งห้าคนผ่านความรักว่า

“ผู้หญิงที่มีความรัก เหงากว่าคนที่ไม่มีรักอีก” หรือ “ความรักคือการไขว่คว้าที่เดียวดาย”

Bombay Begums นำเสนอผู้หญิงทั้งความงาม ความบ้าคลั่ง สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของพวกเธอ เผยให้เห็นหัวใจที่เรียกร้องความรัก เห็นความผุพังที่แตกสลายจากความรัก แต่ก็ยังพร้อมที่จะพังครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เข็ด รวมถึงสิ่งต้องห้ามที่พวกเธอเลือกเข้าไปลิ้มรส ทดลองใช้

Vincenzo

ประเภท: อาชญากรรม, คอมเมดี้

ซีรีส์ใหม่แกะกล่องของพระเอกสุดหล่อซงจุงกิ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเด็กชายพัคจูฮยอง (รับบทโดย ซงจุงกิ) ในวัย 8 ขวบ เดินทางไปอยู่ประเทศอิตาลีตามพ่อแม่บุญธรรม ที่นั่นเขาได้ชื่อใหม่ว่า วินเซนโซ่ คาสซาโน่ รวมทั้งได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างดี จนปัจจุบันเขากลายเป็นทนายความให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับแก๊งมาเฟีย หรือที่เรียกว่า คอนซิเยเร่ (Consigliere) แต่สถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างแก๊ง ทำให้เขาต้องหนีกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง ที่ประเทศเกาหลีใต้ วินเซนโซ่ (หรือพัคจูฮยอง) ได้พบกับ ฮงชายอง (รับบทโดย จอนยอบิน) ทนายความสาวผู้ซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะคดี และพวกเขาได้ร่วมมือกันคืนความยุติธรรมให้กับสังคมตามแนวทางของตัวเอง โดยใช้วิถีทางของมาเฟียที่เขาเติบโตมา เพราะระบบกฎหมายปรกติไม่สามารถทำอะไรได้ และระหว่างนั้นเอง ความรักของทั้งสองทนายความก็ได้ก่อตัวขึ้น มีทั้งหมด 16 ตอน

เรื่องราวของ วินเชนโซ่ (รับบทโดย Song Joong-Ki) ทนายความที่ปรึกษมาเฟียชาวอิตาลีกลับไปยังบ้านเกิดของตนที่เกาหลี เพื่อค้นหาทองคำแท่งที่ฝังอยู่ใต้อาคารในโซล ทำให้เขาเข้ามาพัวพันในการต่อสู้ทางกฎหมายกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และจำใจต่อสู้เพื่อความยุติธรรม โดยร่วมกับทนายสาว ฮงชายอง (รับบทโดย Jeon Yeo-Bin)

ตกลงเรื่องนี้เน้นตลกหรือดาร์คโหดๆ กันแน่? (ไม่มีสปอยล์)

Vincenzo ซีรีส์ที่ดูจากหน้าตาภายนอกคิดว่าจะโหด แต่พอเริ่มเรื่องสองตอนแรกกลับกลายเป็นแนวตลกโอเวอร์แอ็กติ้งของเหล่าตัวละคร ซึ่งทำเอาผิดคาดไปมาก หลายคนอาจจะผิดหวังที่เรื่องราวเน้นตลกเบาสมองมากกว่าซีเรียสจริงจัง (มีแค่ตอนเปิดเรื่องที่อิตาลีที่ดูโหด) แถมมุกตลกก็ไม่ค่อยตลกอะไรมาก ฝืดๆ ซะเยอะ ไปเน้นความโอเวอร์แอ็กติ้งของตัวละครต่างๆ แบบซีรีส์ญี่ปุ่นที่หลายคนก็ไม่ชอบจุดนี้เหมือนกันถึงมาดูเกาหลี โดยหลักๆ ความตลกก็มาจากพระเอกที่ติดนิสัยเนี๊ยบๆ เก๊กหล่อแบบมาเฟียอิตาลีมาใช้กับที่เกาหลี แล้วก็เจออะไรมากมายที่ขัดใจไม่เหมือนตอนอยู่อิตาลี แถมยังต้องมาแก้ปัญหาให้ผู้เช่าพลาซ่ากำลังถูกรื้อ ซึ่งเป็นที่เเขาเอาทองมาซ่อนไว้ และต้องหาทางขนออกมาโดยไม่ให้ใครรู้ ซึ่งตัวผู้เช่าแต่ละคนก็มีนิสัยบ๊องๆ แตกต่างกันไป เป็นมุกให้พระเอกต้องปวดหัวกับพฤติกรรมเพี้ยนๆ เหล่านี้ โดยที่ตัวเองก็ทำอะไรรุนแรงแบบตอนอยู่ที่อิตาลีไม่ได้ แต่ต้องบอกว่าสองตอนแรกเป็นแค่ออเดิร์ฟ เมื่อเข้าสู่ตอน 3 เรื่องราวเริ่มไต่ระดับ ตัวพระเอกเองจากที่นิสัยหยิ่งๆ ก็เริ่มเผยให้เห็นมุมดีๆ ที่ปกปิดไว้ จนถึงตอนจบ EP3 เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเรื่อง เชื่อว่าคนดูทุกคนก็คงช็อคที่เรื่องราวพลิกจากแนวตลกกลายมาเป็นโศกนาฎกรรมที่เกิดกับคนที่เขาเริ่มผูกพันและตัวเขาเองก็โดนหางเลขไปด้วย ซึ่งพอเรื่องราวพลิกมาดาร์คเต็มที่ ทำให้เราได้เห็นเลยว่า ซีรีส์เรื่องนี้มีของ และเรื่องราวต่อจากนี้ก็คือของจริงสมชื่อทนายมาเฟีย และยังเดินเรื่องด้วยความรวดเร็วมากๆ ถึงขนาดที่ว่าพล็อตที่ปูไว้ในตอนจบ EP3 ใหญ่โต ถูกเคลียร์ภายในตอนต่อมา EP4 ทันที ทั้งๆ ที่จะยืดเรื่องไปก็ยังทำได้ แต่ซีรีส์เคลียร์จบและเปิดตัวร้ายหลักของเรื่องทันทีตอนจบ EP4 ทำให้รู้เลยว่าเนื้อเรื่องหลังจากนี้จะยิ่งดาร์คขึ้นไปอีกแน่นอน โดยเรื่องนี้มีลำดับการเล่าเรื่องแบบเคลียร์คดีอาทิตย์และเคส ที่ถูกเปิดปมมาเรื่อยๆ แล้วมีส่วนเชื่อมโยงกับอดีตของพระเอกโดยตรง ซึ่งบางเคสก็ตลกมาก บางเคสก็ดุเดือดโหดสุดๆ แต่ทุกตอนก็ยังคงความตลกไว้เหมือนเดิม แต่ก็ดูลงตัวดีกว่าสองตอนแรกมาก

 

 

Lupin

ประเภท: อาชญกรรม, ดราม่า, ระทึกขวัญ

มูฟออนมาสัญชาติฝรั่งเศสแดนน้ำหอมกันบ้าง โดยปีนี้ส่งซีรีส์พล็อตเรื่องสุดปังน่าติดตามอย่าง Lupin (ลูแปง) หรือ จอมโจรลูแปง ให้ได้ลุ้นกันตัวโก่ง ซีรีส์ที่เล่าเรื่องด้วยแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเลื่องชื่อที่เกี่ยวกับอาร์แซน ลูแปง สุภาพบุรุษจอมโจร ชายลูกหนึ่ง ชื่อ อัสซาน จ็อป (Assane Diop) ที่อ่านนิยายเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาได้รับหนังสือเล่มนั้นมาจากพ่อของเขาที่เป็นคนขับรถให้กับมหาเศรษฐี อูแบร์ เปเกลรินี แต่เขากลับต้องสูญเสียพ่อไปตลอดกาลจากบ้านหลังนั้น พ่อถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจรขโมยเพชรจนถูกจับขังคุกและฆ่าตัวตาย เขากลายเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่นั้น อัสซานเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ แม้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวนัก เมื่อเขาต้องเลิกร้างกับภรรยาแสนสวย แต่ก็ยังไปมาหาสู่และส่งเสียเลี้ยงดูอยู่อย่างเคย เรื่องราวของจอมโจรลูแปงที่เขาอ่านมาจนขึ้นใจได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเลือกจะแก้แค้นเอาคืนต่อคนในตระกูล เปเกลรินี อีกครั้ง ด้วยความสามารถที่สั่งสมจนช่ำชองระดับที่ไม่มีทางที่ใครจะจับตัวเขาได้

ลูแปง หนึ่งในตัวละครสุภาพบุรุษจอมโจรบรรลือโลกของมัวริซ เลอบลองก์ที่มีต้นกำเนิดมาต้้งแต่ปี 1905 หรือร่วมร้อยกว่าปีแล้วแถมยังส่งอิทธิพลไปทั่วโลก อย่างฮ่องกงเองโกวเล้งก็หยิบยืมคาแรกเตอร์ลูแปงไปแต่งองค์ทรงเครื่องเพิ่มกำลังภายในและเสน่ห์ต่อสาว ๆ จนกลายเป็นจอมโจรจอมใจชอลิ้วเฮียง เมื่อ 50 กว่าปีก่อน

 

หรือจะเป็นมังงะของญี่ปุ่นอย่าง Lupin the 3rd ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างก็ได้รับการสานต่อมีทั้งภาพยนตร์ชุดและภาพยนตร์แอนิเมะตามมาตามความนิยม และในวันนี้ประเทศต้นกำเนิดอย่างฝรั่งเศสก็ได้สร้างซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครจอมโจรบันลือโลกรายนี้โดยจะแบ่งสตรีมมิงเป็น 2 พาร์ตโดยพาร์ตแรกจำนวน 5 ตอนได้ลงสตรีมมิงทาง Netflix แล้ววันนี้
ฮัสซัน (โอมาร์ ไซ) ชายหนุ่มผิวสีสุดล่ำอาจดูเหมือนคนทำความสะอาดสุดต้อยต่ำแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ แต่ใครจะรู้ว่าในหัวของเขากำลังคิดแผนปล้นสร้อยพระศอของพระนางมารีอังตัวเนตที่จะจัดประมูลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ยิ่งกว่านั้นคือเบื้องหลังแผนปล้นเหนือเมฆครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่เขามีต่อครอบครัวเพลลิกรินีที่เป็นผู้จัดประมูล แต่ความแค้นที่กินเวลายาวนานร่วม 25 ปีจะได้รับการสะสางหรือไม่
สิ่งหนึ่งที่ต้องยกย่องมาก ๆ สำหรับซีรีส์ LUPIN เรื่องนี้คือการพยายามแหวกขนบการแคสต์นักแสดงหน้าตาดีตามพิมพ์นิยมมารับบทนำ แถมด้วยการดึงปัญหาการเมืองของประเทศตัวเองมาวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเรื่องได้แบบเนียน ๆ อีกด้วย สำหรับบทซีรีส์จะพบว่าแม้จะมีแรงบันดาลใจหลักอย่างการนำ อาแซง ลูแปง ตัวละครชื่อดังมาต่อยอดแต่การเริ่มเรื่องด้วยปัญหาการเหยียดผู้อพยพก็นับว่าดึงเราไปเผชิญปัญหาของฝรั่งเศสได้แบบตรงไปตรงมาจนน่าตกใจไม่น้อย

โดยการที่บทซีรีส์เลือกเล่าเรื่องโดยมีเรื่องราวพ่อลูกผู้อพยพชาวเซเนกัลอย่างโบบาและฮัสซันเป็นเหมือนแกนกลางเรื่องล้างแค้นของซีรีส์ก็ทำให้เห็นว่าแม้แต่เสรีภาพและความยุติธรรมของพวกเขาก็ยังถูกขโมยไปในประเทศที่ยึดหลักภราดรภาพและความหลากหลายทางเชื้อชาติที่สุดประเทศหนึ่งในโลกอย่างฝรั่งเศส และแม้มันจะเหมือนเป็นใบเบิกทางให้ผู้สร้างได้แคสติง โอมาร์ ไซ มารับบทนำแต่ความจริงแล้วมันกลับกำลังแสดงถึงศักยภาพและเสน่ห์ของนักแสดงฝรั่งเศสสุดฮอตรายนี้ต่างหาก

สำหรับ โอมาร์ ไซ ถือเป็นนักแสดงฝรั่งเศสงานชุกคนหนึ่งเลยสำหรับใครที่เคยเข้าโรงดูหนังฝรั่งเศสปีก่อนน่าจะคุ้นเคยหนังพ่อลูกสุดอบอุ่นอย่าง The Lost Prince ที่หยิบเอานิทานเจ้าชายน้อยมาเป็นแรงบันดาลใจ และสำหรับ LUPIN ไซก็รับบทฮัสซันได้อย่างมีเสน่ห์ทั้งในสูทมาดเท่ตอนปล้นเพชรหรือการแสดงฉากดราม่าเมื่อพูดถึงอดีตอันเจ๋็บปวดจนเราอดใจช่วยฮัสซันไม่ได้เลย

ด้านโปรดักชันก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะแค่ตอนแรกที่ซีรีส์เริ่มเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ก็ทำให้เห็นเลยว่ามันลงทุนกับงานโปรดักชันแค่ไหน ฉากแอ็กชันขับรถไล่ล่าไปจนถึงฉากจารกรรมต่าง ๆ ทำได้อย่างดีและตอนท้าย ๆ ยังมีฉากแอ็กชันบนรถไฟที่ทำได้น่าตื่นเต้นอีกด้วย

และสิ่งที่เซอร์ไพร์สมาก ๆ คือตัวบทซีรีส์ที่ตอนนี้มีลงสตรีมมิง 5 ตอนและแต่ละตอนก็เข้มข้นมากเต็มไปด้วยปมต่าง ๆ ของเรื่องที่เราคาดไม่ถึงเต็มไปหมด และไม่ใช่แค่เรื่องจารกรรมเท่านั้น แต่มันยังมีมุมโรแมนติกระหว่างฮัสซันกับแคลร์ที่รับบทโดย ลูดิวีน ซาญนิเยร์ สาวสวยที่เคยทำหนุ่ม ๆ หัวใจกระเจิงจาก Swimming Pool ของฟรังซัวส์ โอซง ที่มารับบทโรแมนติกคู่กับโอมาร์ ไซได้อย่างน่ารักน่าชัง

 

 

Behind Her Eyes

ประเภท: จิตวิทยา, ดราม่า, ระทึกขวัญ

ลิมิเต็ดซีรีส์ Netflix 6 ตอนจบจากอังกฤษ Behind Her Eyes หรือ ปมนัยน์ตา สร้างจากนิยายเบสเซลเลอร์ปี 2017 ในเชื่อเดียวกัน เรื่องราวของเลขาสาวผิวดำที่ไปพัวพันกับชีวิตของเจ้านายที่เป็นหมอจิตวิทยากับภรรยาแสนสวยของเขา ที่ล่วงรู้ความเป็นไปทุกอย่างของสามี ผ่านเรื่องราวปมฝันร้ายในอดีตที่เป็นกุญแจไขปริศนาของเรื่องทั้งหมด

Behind Her Eyes ปมนัยน์ตา เป็นลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องสั้น 6 ตอนด้วยกันจากทาง Netflix โดยเรื่องนี้ถูกสร้างมากจากนิยายเรื่อง Behind Her Eyes ปมนัยน์ตา ซึ่งเป็น Best Seller 2017 โดยเมื่อดัดแปลงออกมาให้เป็นซีรีส์ก็มีความสนุกและตื่นเต้นมาก ๆ แม้ในตอนแรกหลายคนดูอาจจะคิดว่าก็คงจะเป็นหนังที่เป็นแบบธรรมดา ออกไปทางน่าเบื่อเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อดูไปจนถึงจุดพีคและตอนจบจะต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว วันนี้เราเลยถือโอกาสจะมารีวิวลิมิเต็ดซีรีส์เรื่อง Behind her eyes ซีรีส์สุดพีคจากทาง Netflix!  หากพร้อมแล้วก็ตามมากันเลย

เรื่องราวเกิดขึ้นจากวันหนึ่งสาวผิวสีคนหนึ่ง ‘ลูอีส’ ได้นัดเดทที่บาร์แห่งหนึ่ง แต่แล้วฝ่ายชายก็ผิดนัดเขาจึงกำลังจะเดินออกจากบาร์ แต่แล้วเธอก็เดินชนกับชายคนหนึ่งและมีการนั่งดื่มกัน จากนั้นก่อนจะจากลากันก็มีการจูบกันและทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไป ซึ่งวันต่อมาลูอีสไปทำงานซึ่งภายในวันเดียวกันก็มีนักจิตวิทยาคนใหม่ และเธอก็ได้รับตำแหน่งของเลขา แต่ที่พีคไปกว่านั้นนักจิตวิทยาคนนั้นคือชายคนเดียวกับที่เธอเจอและจูบลาที่บาร์! โดยเขาคือ ‘เดวิด’ เขาเป็นผู้ชายที่สูงใหญ่หน้าตาดีสุด ๆ ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก และเดวิดก็มีภรรยาแสนสวยอย่าง ‘อเดล’ ที่เธอนั้นมักจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ ระหว่างเธอและสามี ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอนั้นมีวิธีที่คอยสอดส่องสามีของเธอ มีอยู่วันหนึ่งเธอก็บังเอิญได้ชนกับลูอีส เลขาของสามีของเธอ และทั้งคู่ก็ได้สานสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็น best friend ของกันและกันเลยทีเดียว

แต่ในทางกลับกับนั้นความสัมพันธ์ของลูอีสและเดวิดก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเล่นชู้กัน โดยลูอีสเธอก็สับสนในตัวเองมาก ๆ ที่เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เธอกำลังทำถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี แถมยังถือว่าเธอเป็นชู้กับแฟนของเพื่อนอีกด้วย แต่เธอก็เลือกถลำลึกลงไปในความสัมพันธ์กับเดวิดจนได้

โดยในเรื่องก็ยังมีการ flashback กลับไปในเรื่องของอเดลตอนที่เธออยู่ในโรงบาลจิตเวชอยู่เสมอ ทำให้รู้ว่าอเดลนั้นเธอมีเพื่อนชายอยู่คนหนึ่งคือ ‘ร็อบ’ ชายที่ติดเฮโรอีนอย่างหนัก ซึ่งหลังจากการพูดคุยและสนิทกัน ร็อบก็สอนอะไรบางอย่างให้กับอเดล โดยร็อบและสิ่งที่เขาสอนนั้นก็เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวและคีย์สำคัญของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเอง

โดยเรื่อง Behind her eyes นี้นั้นเรียกว่ารีวิวเยอะไม่ได้จริง ๆ ค่ะ เพราะจุดพีคของเรื่องคือสปอยไปในตัวเลยก็ว่าได้ ฮ่าๆ แต่โดยรวมแล้วนั้นเราชอบตัวพล็อตเรื่องของหนังมาก เป็นเรื่องที่น้อยคนมากหรือไม่มีเลยที่จะเดาพล็อตเรื่องที่แท้จริงของมันได้ ก็เรียกว่าท้าทายพอสมควรเลย และเมื่อดูจบว่าพีคมากแล้ว พอดูไปอีกหน่อยโอ้ยพีคไปอีก จนเป็นที่ล่ำลือกันเลยทีเดียว

ซึ่งอีกอย่างที่ต้องขอชื่นชมเลยก็คือการผสานและเล่าเรื่องราวแบบเป็นฉาก ๆ ทำให้การเล่าเรื่องใน timeline อดีตพร้อมไปกับปัจจุบันดูฟิตและไปด้วยกันได้แบบไม่ งง เลยแม้แต้น้อย โดยการเล่าเรื่องในอดีตก็ถูกเล่าโดยลูอีส ทำให้คนดูแบบเราสวมบทเป็นลูอีสและคอยคิดตามไปด้วยเลย เรียกว่าทำออกมาได้ดีมาก

 

 

Ginny and Georgia

ประเภท: ดราม่าคอมเมดี้

พักจากซีรีส์หนักๆ มาเป็นแนวดราม่าวัยรุ่นกันบ้าง กับเรื่อง Ginny and Georgia (จินนี่กับจอร์เจียร์) ใครที่ชื่นชอบแนว Mean girls หรือ แสบใสนักเรียนซ่าน่าจะชอบเรื่องนี้ เพราะมีครบรสทั้งดราม่า ตลก โรแมนติกวัยรุ่น โดยเรื่องมีอยู่ว่า หลังจากสูญเสียสามีคนล่าสุดไปด้วยอุบัติเหตุ จอร์เจีย มิลเลอร์ ได้พาลูกสาวและลูกชาย จินนี่กับออสตินย้ายไปยังเมืองเวลส์เบอรีเพื่อเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี จินนี่ค่อยๆปรับตัวจนมีเพื่อนและแฟนคนแรก รวมถึงหนุ่มข้างบ้านอย่างมาร์คัสที่เธอเผลอแอบคิดถึงอยู่บ่อยๆ ขณะเดียวกันจอร์เจียก็เริ่มสานสัมพันธ์กับหนุ่มคนใหม่ แต่อดีตอันมืดมนของเธอกำลังจะถูกเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ปัญหาของทั้งจอร์เจียและจินนี่เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะความลับที่จอร์เจียเก็บซ่อนไว้ ส่งผลให้จินนี่มองแม่ไม่เหมือนเดิมและต้องการรู้ถึงอดีตที่ผ่านมาของเธอ

ใครที่กำลังมองหาซีรีส์เรื่องใหม่ทาง Netflix วันนี้ขอแนะนำ Ginny & Georgia จินนี่กับจอร์เจีย ซีรีส์ที่มีครบรสทั้งดราม่า โรแมนติก ตลก วัยรุ่น ซึ่งหากใครเคยดูซีรีส์เรื่องดังอย่าง Gilmore Girls แล้วละก็ต้องไม่พลาดกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์แม่ลูกเช่นเดียวกัน แถมยังมีกลิ่นอายของหนังวัยรุ่นสุดแซ่บอย่าง Mean Girls ร่วมด้วย รับรองว่าสนุกแน่นอน

เรื่องย่อ
หลังจากสูญเสียสามีคนล่าสุดไปด้วยอุบัติเหตุ จอร์เจีย มิลเลอร์ ได้พาลูกสาวและลูกชาย จินนี่กับออสตินย้ายไปยังเมืองเวลส์เบอรีเพื่อเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี จินนี่ค่อยๆปรับตัวจนมีเพื่อนและแฟนคนแรก รวมถึงหนุ่มข้างบ้านอย่างมาร์คัสที่เธอเผลอแอบคิดถึงอยู่บ่อยๆ ขณะเดียวกันจอร์เจียก็เริ่มสานสัมพันธ์กับหนุ่มคนใหม่ แต่อดีตอันมืดมนของเธอกำลังจะถูกเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ปัญหาของทั้งจอร์เจียและจินนี่เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะความลับที่จอร์เจียเก็บซ่อนไว้ ส่งผลให้จินนี่มองแม่ไม่เหมือนเดิมและต้องการรู้ถึงอดีตที่ผ่านมาของเธอ

ความรู้สึกหลังรับชมเป็นซีรีส์ที่แอบดาร์กพอสมควร ตีแผ่ปัญหาสังคมและวัยรุ่นทั้งเรื่องการเหยียดสีผิว เชื้อชาติ เฟมินิสต์ เรื่องเพศ และการทำร้ายตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้ชัดในส่วนของจินนี่ ในขณะที่จอร์เจียก็มีความลับมากมายที่ปกปิดไว้ โดยผู้ชมจะได้รับรู้ไปพร้อมๆตัวละครในเรื่อง ซึ่งเมื่อเฉลยปมแล้วก็ไม่แปลกใจในการกระทำของเธอเท่าไรนัก เพราะทุกอย่างคือการเอาตัวรอดและปกป้องลูกของเธอเอง มีการดำเนินเรื่องเร็ว ไม่น่าเบื่อ ชอบคาแรกเตอร์ตัวละครที่มีความโดดเด่น จนทำให้คิดว่านี่เป็น Gilmore Girls ในเวอร์ชันที่ดาร์กกว่า ซึ่งน่าติดตามไม่แพ้กัน ส่วนตัวขอให้คะแนน 9/10 ไปเลย อยากดูซีซั่นสองเร็วๆแล้วววว

 

 

The Solitary Gourmet

ประเภท: TV shows based on Manga

ย้ายมาที่ฝั่งญี่ปุ่นกันบ้าง โดยเราอยากนำเสนอซีรีส์สนุกแบบเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดาเพราะเรื่องนี้มียาวนานมาแล้ว 8 ซีซั่น โดยทาง Netflix นำมาให้ชมแล้ว 2 ซีซั่น โดย The Solitary Gourmet หรือ อร่อยเดียวดาย เคยฉายไปแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2012 แล้วได้รับผลตอบรับจากผู้ชมอย่างดี เนื่องจากเข้าถึงชีวิตหนุ่มโสดชาวออฟฟิศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเล่าเกี่ยวกับชีวิตของ โกโระ อิโนงาชิระ ชายวัยกลางคนที่ประกอบอาชีพเซลส์แมนทำธุรกิจนำเข้าสินค้าตกแต่งสวยงามทุกๆ วัน เขาจะออกไปพบกับลูกค้ามากมาย และเมื่อเสร็จงานเขาก็จะแวะร้านเด็ดร้านดังในย่านนั้นๆ ทำเอาคนดูต่างหิวตามแล้วอยากสั่งมาทานเหมือนกัน แม้เนื้อเรื่องจะดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีดราม่าหรือจุด Climax แต่รับรองได้เลยว่าหากเปิดประเทศเมื่อไหร่ ญี่ปุ่นเจอกันค่า

เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา Netflix มีซีรีส์ญี่ปุ่นแนวเดียวกับ “Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman” เข้าฉายด้วยนะ
“ตามติดชีวิตชายกินเดี่ยว (Solitary Gourmet)”
สร้างจากมังงะชื่อเดียวกันที่มีชื่อญี่ปุ่นว่า “Kodoku no Gourmet” ของ Jiro Taniguchi
หากเธอเคยดูซีรีส์ Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman มาแล้ว ตัวละครหลักที่ชื่อ “คันทาโร่” มีอาชีพเป็นเซลส์แมนขายหนังสือให้สำนักพิมพ์ ทำให้ชีวิตของเขาต้องเดินทางตลอดเวลา
ด้วยความคลั่งขนมหวานในสายเลือด เขาเลยแอบแว่บไปตระเวนกินตามร้านขนมหวานชื่อดังต่างๆในโตเกียวในเวลางาน คันทาโร่ในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้จะดูหนุ่มหน่อย (อายุไม่เกิน 45) และเนื้อเรื่องค่อนข้างฮา เพราะเราต้องลุ้นเอาใจช่วยไม่ให้คันทาโร่ถูกคนในที่ทำงานจับได้ว่า เขาแอบแว่บไปกินขนมหวานในเวลางาน
แต่สำหรับ Solitary Gourmet ตัวละครหลักที่ชื่อ “อิโนชิฮาระ” ก็มีอาชีพเป็นเซลส์แมนเหมือนกัน แต่เป็นเซลแมนขายชุดน้ำชา และจะเน้นไปที่การเฟ้นหาร้านอาหารอร่อยๆ ในญี่ปุ่น (ไม่ได้จำกัดแค่ในโตเกียว) และเน้นกินคนเดียวอย่างสบายใจแบบไม่แคร์ใคร รวมถึงตัวละครหลักจะดูมีอายุกว่า Kantaro พอสมควร
สิ่งที่แตกต่างคือ Solitary Gourmet จะมีฉากกินข้าวคนเดียวที่แสนธรรมดา เหมือนชีวิตจริงของเซลส์แมนคนนึง แต่มีสิ่งพิเศษคือ เสียงเคี้ยวอาหารในเรื่องไม่ต่างจากคลิปแนว ASMR เลยทีเดียวที่มีเสียงกรุ๊บ กร็อบ ฟังแล้วน้ำย่อยออกทันที
ซีรีส์เรื่องนี้ฉากกินไม่เว่อวังเหมือน Kantaro ที่ใช้ CG ต่างๆเพื่อแสดงความฟินในความอร่อยของขนมหวานต่างๆ
จริงๆแล้ว Netflix ยังมีมินิซีรีส์แนวนี้อีกเรื่องที่ชื่อ Samurai Gourmet ที่มีตัวละครหลักชื่อ “ทาเคชิ คาซูมิ” เขาใช้ชีวิตเป็นพนักงานออฟฟิศตั้งแต่หนุ่มจนเกษียณ พอถึงวันที่เขาเกษียณ เขากลับไม่รู้ว่าจะทำอะไร เนื่องจากความเคยชินกับชีวิตเร่งรีบของหนุ่มออฟฟิศที่ต้องรีบเดินทางไปทำงานทุกเช้า
ต่อมา เขาเลยออกจากบ้านเพื่อไปหาข้าวเที่ยงกินที่ร้านอาหารแนวย้อนยุคแห่งนึง ในขณะที่เขาลังเลกับการสั่งเครื่องดื่มอยู่นั้น จู่ๆก็มีซามูไรในชุดโบราณคนนึงเดินเข้ามาในร้าน และสั่งอาหารมากินแกล้มเหล้าที่ร้านนี้อย่างเอร็ดอร่อย
ทันใดนั้น ทาเคชิจึงเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า หลังจากนี้เขาจะต้องใช้ชีวิตแบบซามูไรคนนี้ คือมีความสุขกับการกิน และตระเวนหาร้านอาหารอร่อยๆกินให้สะใจไปเลย…
น่าสนใจที่ซีรีส์แนวนี้ตอนนึงมักจะสั้นไม่เกิน 25นาที และดูเพลิน เหมาะสำหรับสายแดกที่กำลังตามหาอาหารอร่อยกินในญี่ปุ่น

 

I’m Home

ประเภท: ดราม่า, ลึกลับ

I’m home หรือ ปริศนาวันกลับบ้าน ละครเรื่องนี้จะออกแนวครอบครัวลึกลับๆ ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวไปพร้อมกับปริศนาซ่อนเงื่อนที่อยู่ในเรื่อง จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเริ่มมาจาก “อิเอจิ” มนุษย์เงินเดือน ระดับหัวกะทิ จู่ๆ ก็ประสบอุบัติเหตุอย่างหนัก ส่งผลให้ความจำเสื่อม เขาฟื้นขึ้นมาพร้อมกับกุญแจ 10 ดอก ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวช่วยไขปริศนาความลับในชีวิตของเขา แม้เขาจะความจำเสื่อม แต่โชคดีที่ว่าไม่ใช่ความทรงจำทั้งหมดที่หายไป สิ่งหนึ่งที่เขายังคงจดจำได้ก็คือ “ครอบครัว” แต่ครอบครัวที่เขาจำได้กลับเป็นครอบครัวที่หย่าร้างกันไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ปัจจุบันเขาแต่งงานใหม่มีลูกชายด้วยกัน 1 คน เขารีบกลับไปที่บ้านใหม่ ไปหาครอบครัวปัจจุบันของเขา แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามาในบ้าน และสิ้นเสียงเอ่ยคำว่า “ทะไดมะ” (ผมกลับมาแล้ว) เขากลับเห็นภรรยาและลูกชายของเขาเป็นใครสักคนที่กำลังสวม “หน้ากาก” อยู่ ซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นใคร ซีรีส์ 2021

ในเรื่องเล่าถึง เออิจิ พนักงานระดับดีมากของบริษัท ที่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเออิจิฟื้นขึ้นมา ความทรงจำใน 5 ปีหลัง หายไปหมด ความสามารถในการทำงานลดลง และเมื่อเขากลับมาบ้าน เขาก็เห็นหน้าภรรยา และลูกชาย ใส่หน้ากากตลอดเวลา

ก่อนหน้าที่จะเจออุบัติเหตุ เขากับภรรยาและลูก เกิดอะไรขึ้น มีกุญแจสิบดอกที่เขามีอยู่ แต่ละดอก แต่ละตอน จะค่อยไขความลับว่า เออิจิ ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ เป็นคนแบบไหน และได้ทำอะไรไว้บ้าง

I’m home 🏡เป็นซีรีส์ที่เกี่ยวกับครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ทำได้ดีเลยทีเดียว แต่ละนัยยะเข้าใจได้ เข้าใจง่าย เอาเป็นว่าเล่าดี👏🏻
🔑🗝ชอบตรงที่มีกุญแจให้ค่อยๆไขความลับต่างๆของเอจิออกมา แบบค่อยๆปล่อยข้อมูลให้คนดูลุ้นตอนต่อตอน ซีรีส์ 2021
👦🏻👩🏻👶🏻👽ตัวละครแต่ตัวคือแสดงได้ดี น่าจดจำ
🎦10 ตอนของละครเรื่องนี้ทำให้ประทับใจได้ทุกตอน และทำให้รักครอบครัวเพิ่มขึ้นได้ทุกตอน  สุดท้ายไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าครอบครัวที่เรารักและรักเราจริงๆ

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *